"กิตติรัตน์"อยากเห็นกนง.ลดดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% ในการประชุมพรุ่งนี้ อัดแบงก์ชาติวิจารณ์ตัวเลขจีดีพีสภาพัฒน์ เรียกทุกฝ่ายให้ข้อมูลครม.วันนี้
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค. นี้ น่าจะลดดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% แม้ว่าค่าเงินอ่อนค่าลงจากก่อนหน้านี้
"รัฐบาลออกมาตรการทางภาษีเพื่อที่จะลดค่าครองชีพให้ประชาชน ดูแลให้มีรายได้ที่ดีขึ้น ลดรายจ่ายประชาชน ดังนั้นการที่จะลดดอกเบี้ยลงหน่อยก็ดี อะไรที่ผ่อนอยู่จะได้น้อยลง ส่วนสัดส่วนการลดดอกเบี้ยนั้นไม่อยากจะพูด อยากให้ กนง. ตัดสินใจ แต่หาก กนง.ลดดอกเบี้ยที่ 0.25% หรือไม่ลดลงเลย ผมว่า กนง. ต้องเป็นภาวะไม่รู้ร้อนรู้หนาว ภาวะแบบนี้ควรพิจารณาในระดับที่มากกว่านั้น ส่วนจะตรงใจผมหรือเปล่าก็ต้องติดตามการตัดสินใจของ กนง. แต่จริงๆ แล้วหาก กนง.ลดดอกเบี้ยที่น้อยกว่า 0.5% ผมว่าต้องเป็นโรคที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ผมจะไม่ซื้อเสื้อหนาวให้เป็นของขวัญ"
นายกิตติรัตน์ กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน
นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่าอ่อนค่าลงจากเดิม ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ต้องถามว่าอ่อนลงพอหรือยัง เคยพูดตั้งแต่ค่าเงินบาทอ่อนกว่านี้ว่าควรมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง จนทุกวันนี้แข็งค่ามากและออกมายอมรับด้วยกันว่าเงินบาทแข็งค่ามาก แต่รู้สึกดีใจที่ไม่ได้แข็งค่าค้างอยู่ที่จุดเดิม
"ผมมีหน้าที่ตามกฎหมายจำกัด แต่หากมีอำนาจหน้าที่มากกว่านี้ก็จะช่วยให้เงินอ่อนมากกว่านี้ เพราะค่าเงินที่แข็งขนาดนี้ ทำให้การแข่งขันยากลำบาก และเศรษฐกิจเสียหาย"
อัดธปท.สงสัยข้อมูลสภาพัฒน์
นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ ธปท.ออกมาให้ข่าวว่าตัวเลขจีดีพี ของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไม่ตรงตามที่คาดการณ์
"ถือว่าเรื่องนี้ ธปท.ตั้งข้อสังเกตเลยเถิดเกินไปและไม่ควรนำมาเป็นประเด็นซึ่ง สศช. เป็นหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่รวบรวมตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการด้วยกันไม่ควรตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติส่วนราชการเท่าใด"
ทั้งนี้ ในวันที่ 28 พ.ค. จะให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้แก่ กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. มาให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของแต่ละหน่วยงานให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
ธปท.ระบุประชุมกนง.ไม่กดดัน
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าไม่มีแรงกดดันในการประชุม กนง. วันที่ 29 พ.ค. นี้ เพราะคณะกรรมการแต่ละท่านเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้น ถ้ามีข้อมูลอะไรก็นำมาดู และผลการตัดสินไม่ว่าจะออกมาทางไหน กนง.ก็จะอธิบายถึงเหตุผลที่ชัดเจน
ส่วนกรณีที่ให้เจ้าหน้าที่ของ ธปท.ไปศึกษารายละเอียดตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจของสศช.ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์นั้น นายประสาร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คงกำลังศึกษาอยู่เพราะยังไม่มีรายงานเข้ามา แต่อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานคงจะเร่งทำข้อมูลให้เสร็จเพื่อรายงานให้ กนง. รับทราบในการประชุมวันที่ 29 พ.ค.นี้
"ทีมสตาฟฟ์ก็คงต้องเอาข้อมูลที่ไปศึกษามาวิเคราะห์ เพื่อดูว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจจะเป็นยังไงต่อไป"นายประสาร กล่าว
ชี้ค่าเงินบาท-หุ้นผันผวน
สำหรับการปรับลดลงของดัชนีตลาดหุ้น รวมถึงความผันผวนในตลาดเงินเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายประสารกล่าวว่ามาจากหลายปัจจัยทั้งข่าวเรื่องมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ (คิวอี) ของสหรัฐ ที่ดูเหมือนว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในเรื่องนี้ ทำให้ตลาดเงินและตลาดหุ้นค่อนข้างอ่อนไหวกับข่าวดังกล่าว
นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนไตรมาสแรกที่ประกาศออกมานั้น เรื่องนี้ผู้นำของรัฐบาลจีนแสดงออกชัดเจนว่า อยากให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตอย่างมีคุณภาพ จึงเน้นเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน และที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเองก็เติบโตขึ้นมามาก เมื่อจีนมีการพัฒนาที่มากขึ้น การจะหวังให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตสูงๆ คงจะยากขึ้นด้วย
"สถานการณ์ในตลาดเงินรวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดู เข้าใจว่ามีข่าวหลายด้านที่มากระทบ ทั้งข่าวจากต่างประเทศและข่าวจากในประเทศ"นายประสาร กล่าว
บาทแข็งค่าตามภูมิภาค ตลาดรอผลกนง.
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ ปรับตัวแข็งค่าตามสกุลเงินภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนยังรอดูทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ
สกุลเงินในเอเชียส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้น โดยเป็นการปรับฐานจากอ่อนค่าลดลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ วอน เกาหลีใต้ และดอลลาร์ไต้หวัน ดีดตัวขึ้นจากแรงซื้อของกลุ่มผู้ส่งออกในประเทศ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอมาตรการกระตุ้นทางการเงินในปีนี้
ในช่วงท้ายตลาด ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.85/88 แข็งค่าจาก 29.91/93 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้า ขณะในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 29.84/86 จาก 29.90/94 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าค่าเงินบาทแข็งค่าตามภูมิภาค แต่แกว่งตัวในช่วงแคบ ตลาดคงยังรอดูผลการประชุมกนง.
สำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานว่ามีมูลค่าการซื้อขายรวม 69,650 ล้านบาท โดยผลตอบแทน (Yield Curve) ค่อนข้างนิ่งในทุกช่วงอายุตราสาร นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงติดตามผลการประชุม กนง. ในวันพุธนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าน่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีแนวโน้มชะลอตัวลง
สำหรับนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเท่ากับ 3,859 ล้านบาท









