วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาพัฒน์โต้แบงก์ชาติลั่นข้อมูลจีดีพี'ของจริง'

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯโต้แบงก์ชาติ ลั่นข้อมูลคำนวณจีดีพี"ของจริง! ยึดมาตรฐานไอเอ็มเอฟ สอนกลับต้องแยกแยะความจริงกับการคาดการณ์

วานนี้ (27 พ.ค.) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงเรื่องการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรก ภายหลังมีข้อสงสัยในเรื่องข้อมูล โดยเฉพาะจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการแถลงเมื่อวานนี้ เป็นการชี้แจงต่อธปท. มีประเด็นดังนี้

การจัดทำตัวเลขจีดีพีของ สศช. เป็นตามระบบรายได้ประชาชาติตามมาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติ (United System of National Accounts) ที่ใช้กันทั่วโลก รวมทั้งมีการประเมินติดตามคุณภาพจากองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยผ่านการประเมินมาตรฐานการจัดทำจีดีพีจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งแต่ในปี 2542 เป็นต้นมา ใน 2 โครงการ คือ โครงการประเมินผลตามมาตรฐานสากลด้านการเผยแพร่ข้อมูล และโครงการเผยแพร่ข้อมูลระดับสูง ซึ่งเน้นการเผยแพร่ข้อมูลได้รวดเร็ว ตรงเวลา และมีความโปร่งใส รวมทั้งครอบคลุมหัวข้อหลัก 6 ข้อ คือ 1.คุณสมบัติพื้นฐานคุณภาพของข้อมูล 2.หลักประกันความสมบูรณ์ของข้อมูล 3.เทคนิคการจัดเก็บและประเมินผลข้อมูล 4.ความถูกต้องแม่นยำและน่าเชื่อถือ 5.การให้บริการข้อมูล และ 6.การเข้าถึงข้อมูล และมี 22 หัวข้อย่อย โดยได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดในระดับดีและดีมาก มาตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ การจัดทำตัวเลขเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ลักษณะได้แก่ 1.การจัดทำข้อมูลประมวลผลจริง (Actual) และเผยแพร่อย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้ใช้การประเมินแต่ใช้การประมวลผลให้ครอบคลุมเศรษฐกิจให้ครบถ้วน โดยมีการกระทบยอดระหว่างการผลิตและการใช้จ่ายให้มีความสอดคล้องกันและลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลปฐมภูมิ

2.ข้อมูลดัชนี (Index) เป็นข้อมูลที่จัดทำได้รวดเร็วกว่าการประมวลผลข้อมูลความจริง เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีการอุปโภคเอกชน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสุ่มตัวอย่างข้อมูลของเครื่องชี้วัดที่สำคัญๆ ในรายการหลัก เพื่อเห็นความเคลื่อนไหวเท่านั้นไม่ได้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด และไม่ใช่การคำนวณจากมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งน้ำหนักขององค์ประกอบจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม และ 3.ส่วนของข้อมูลประมาณการ (Forecast) ซึ่งเป็นข้อมูลพยากรณ์ที่แต่ละหน่วยงานจัดทำขึ้น ก่อนมีการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งจะมาจากการใช้แบบจำลองในการประมาณการ ดังนั้นทั้งข้อมูลประมาณการจะมีการคลาดเคลื่อนไปจากข้อมูลประมวลผลจริงที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์

ในปัจจุบัน สศช.ถือเป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ทำข้อมูลในลักษณะประมวลผลจริงและเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด โดยใช้ระยะเวลา 2-3 เดือนในการรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ ในแต่ละไตรมาส โดยการจัดทำตัวเลขจีดีพีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลตัวเลขทั้ง 3 ด้านมาประมวลผล ได้แก่ 1.การผลิต 2.การบริโภค-การใช้จ่าย และ 3.รายได้ โดยต้องนำตัวเลขทั้ง 3 ส่วนมาคำนวณตามหลักเกณฑ์และทฤษฎีมาตรฐานทางเศรษฐศาสตร์ ให้สอดคล้องสมดุลกัน หากดูแต่เพียงด้านในด้านหนึ่งก็จะไม่ถูกต้อง ซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านี้ สศช.ยึดเป็นหลักในการจัดทำจีดีพีมาโดยตลอด

"ข้อชี้แจงที่จะต้องอธิบาย ก็คือ เราต้องแยกกันระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขประมาณการ เพราะตัวเลขประมาณการเหมือนกับการพยากรณ์ หรือคาดการณ์ว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ภายใต้สมมติฐานต่างๆ ขณะที่ตัวเลขจริงคือตัวเลขที่ สศช.ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ รอบด้านทั้งจากหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนครบทั้งระบบและเป็นการติดตามข้อมูลที่มีความเปลี่ยนแปลง โดยคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็จะรู้ดีว่าข้อมูลประมาณการกับข้อมูลจริงเมื่อเอามาเทียบกันจะไม่ตรงเพราะมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะว่าโมเดลทางเศรษฐกิจไม่มีความสมบูรณ์เพราะพฤติกรรมมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด เช่น กำลังซื้อ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รวมไปถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเศรษฐกิจเช่นกัน"

สศช. ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 1/2556 ออกมาขยายตัว 5.3% ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์สูงกว่านี้ เนื่องจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2555 มีฐานต่ำ แต่สาเหตุที่จีดีพีไตรมาสที่ผ่านมา ไม่สูงตามที่คาดการณ์ เนื่องจากภาคการส่งออกเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาก โดยขยายตัวเพียง 4-5% ขณะที่ปกติโดยเฉลี่ยจะขยายได้ถึง 10% เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่า ทำให้รายได้ที่แปลงจากเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทได้เงินลดน้อยลง รวมทั้งผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศก็ส่งผลให้ผลต่างของรายได้หักต้นทุนที่จะเป็นกำไร (Margin profit) ของผู้ประกอบการลดลงซึ่งส่งผลให้จีดีพีลดลงจากคาดการณ์ และจีดีพีไตรมาสที่ 1/2556 ลดลงจากไตรมาสที่ 4/2555 ลดลง (ติดลบ) 2.2%

ส่วนตัวเลขการบริโภคที่ตัวเลขที่ สศช.แถลงต่ำกว่าตัวเลขของ ธปท.ต้องชี้แจงว่าตัวเลขของ ธปท.เป็นตัวเลขคาดการณ์หรือพยากรณ์ว่าการบริโภคของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 1/2556 น่าจะขยายตัว 5.8% ขณะที่เมื่อไปดูข้อมูลดัชนีการบริโภคของ ธปท.ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็พบว่าการบริโภคของภาคเอกชนขยายตัว 3.7% ส่วนข้อมูลจริงของ สศช.ประกาศออกมาว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.2 สูงกว่าตัวเลขล่าสุดของ ธปท.

ตัวเลขคาดการณ์ที่เดิม ธปท.คาดว่าการบริโภคเอกชนจะขยายตัว 5.8% มาจากการคาดการณ์ว่าจีดีพีรวมในไตรมาสที่ 1/2556 จะขยายตัวสูง 6-8% ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้น ธปท.ก็ยอมรับว่ามีเพียง 50% เท่านั้น ซึ่ง สศช. ก็เคยคาดการณ์ตัวเลขในระดับที่สูงเช่นนั้นมาก่อน แต่เมื่อตัวเลขความเป็นจริงก็พบว่าโตไม่ได้ตามที่คาดการณ์ ซึ่ง สศช.ก็ต้องมีการปรับปรุงตัวเลขประมาณการเป็นระยะเช่นกัน

"การคิดจีดีพีต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานจากทุกแหล่งแต่ ธปท.ต้องการข้อมูลที่เร็ว อาจรอข้อมูลครบถ้วนทั้งหมดเหมือน สศช.ไม่ได้ อยากให้แยกแยะในเรื่องของความจริงกับการคาดการณ์ หากเอามาปนกันเมื่อไรก็จะสับสน ส่วนหากตัวเลขไม่เป็นจริงตามคาดการณ์ก็มีการถกเถียงหาสาเหตุได้ ซึ่งข้อมูลประมาณการเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือน้อยที่สุดในบรรดาข้อมูลเศรษฐกิจทั้ง 3 ประเภทที่ชี้แจงไป เนื่องจากเป็นการใช้แบบจำลอง ขณะที่ข้อมูลที่มาจากการเก็บข้อมูลจริงแบบครบทั้งระบบแบบที่ สศช.ทำอยู่เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุดและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล"

สศช. มีการเก็บตัวเลขทั้งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอย่างละเอียด ทั้งหมวดอาหาร และสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหาร โดยแบ่งเป็นสินค้าคงทนถาวร-สินค้าไม่คงทนถาวร และสินค้าบริการ เพราะสิ่งที่คิดว่า ธปท.ยังขาดไปคือสินค้าบริการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันมีการใช้จ่ายในส่วนนี้สูงมาก เช่น การซื้ออาหาร การจ่ายค่าใช้จ่ายบริการการศึกษา การรักษาพยาบาล ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การจ้างแรงงานรับใช้ ซึ่ง สศช.นำสิ่งเหล่านี้มาคำนวณด้วย

ส่วนการใช้น้ำมันที่ ธปท.บอกว่ามีตัวเลขการใช้สูงขึ้น น่าจะสะท้อนเศรษฐกิจครัวเรือนที่ดี สศช.ก็มีการเก็บข้อมูลรายละเอียดว่าน้ำมันถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง อุตสาหกรรม รถสาธารณะ หรือรถส่วนตัว ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจครัวเรือนแตกต่างกัน

การส่งออกที่ลดลง สศช.ก็มีการดูข้อมูลสต็อกสินค้าคงค้างด้วย โดยสินค้าคงคลังที่สำคัญคือ สินค้าอุตสาหกรรม เกษตร และทองคำ ในขณะนี้หน่วยงานเดียวที่มีข้อมูลสินค้าคงคลัง คือ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากโรงงานต่างๆ ซึ่ง สศช.ก็ใช้ข้อมูลส่วนนี้มาประกอบการพิจารณา แต่ต้องดูข้อมูลสต็อกสินค้าภาคเกษตรด้วย ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดจัดเก็บเป็นทางการ ขณะที่โครงการข้อมูลจำนำสินค้าเกษตรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ให้ตัวเลขมายังสศช.

นอกจากนั้น สินค้าคงคลังที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ ทองคำ สศช.ก็ติดตามดูข้อมูล เพราะว่าทองเป็นสินค้าที่นำเข้า มาแปรรูป และมีการส่งออกเมื่อราคาทองในตลาดโลกดี ซึ่งมีการเก็งกำไร