ปัจจัยที่ติดตามสัปดาห์นี้มีทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่
1) ทิศทางค่าเงินเยนและดอลลาร์สหรัฐ & Bond Yield ของญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน นักลงทุนมีการขายปรับพอร์ตหลังจากมีกระแสความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอโครงการซื้อพันธบัตรและยุติโครงการเร็วกว่าคาด จากปัจจุบันที่มีแผนซื้อสินทรัพย์เฉลี่ยเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเห็นได้จากค่าเงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งแรง ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 10% ในช่วง 3 วันทำการนับตั้งแต่ 23 พ.ค.56
2) ตัวเลขเศรษฐกิจประเทศชั้นนำ โดยหากเศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่เติบโตน้อยกว่าคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ทั้งนี้เริ่มมีนักเศรษฐศาสตร์ออกมาปรับลดคาดการณ์ GDP Growth ของจีนในปีนี้ลงเป็นต่ำกว่า 8% ล่าสุด คือ นักเศรษฐศาสตร์ของยูบีเอส ซีเคียวรีตีส์ (ประเทศจีน) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเหลือขยายตัว 7.7% ในปี 56 จากเดิมประเมินไว้ที่ 8% และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 57 เหลือขยายตัว 7.8% โดยประเมินว่าการบริโภคยังคงอ่อนแอจากนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล อัตราค่าแรงปรับขึ้นไม่มาก ขณะเดียวกันการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถกระตุ้นการลงทุนได้อย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเกิดจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่มาก
3) ผลการประชุมกนง.วันที่ 29 พ.ค.56 ซึ่งนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สิ่งที่ต้องระวัง คือ แรงขายแบบ Sell on Fact ในกลุ่มที่พักอาศัยหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจริงตามคาด หรือไม่มีปรับลดอย่างที่คาด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว และการอ่อนตัวเป็นจังหวะเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุน ซึ่งหุ้น Top Picks สำหรับไตรมาส 2/56 เป็น QH, PS รองลงมาเป็น SIRI (คาดว่าจะพลิกฟื้นเป็นกำไรได้ หลังขาดทุนสุทธิไปในไตรมาส 1/56) ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ไม่มาก แต่มีความเป็นไปได้ว่า NIM ในช่วงไตรมาส 2/56 อาจจะอ่อนลงเมื่อเทียบ QoQ เพราะการแข่งขันระดมเงินฝากที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
4) เกี่ยวกับมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าของทางการไทย เราคาดว่าจะเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรงนัก และน่าจะมีผลโดยตรงกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของต่างชาติเป็นหลัก เพราะในช่วง YTD นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทย 6.7 พันล้านบาท ส่วนการซื้อตราสารหนี้คึกคักมากขึ้น โดยซื้อขายเฉลี่ยในเดือนมี.ค.-เม.ย.-พ.ค.56 เท่ากับ 3.6, 4.2 และ 5.1 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ในช่วงหลังมีการซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเกิน 1 ปีขึ้นไปมากขึ้น สะท้อนความเป็นไปได้ที่กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงและรองรับการที่ทางการไทยอาจออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าด้วย
• ความเสี่ยงหลักในประเทศที่ไม่อาจละเลย คือ ปัญหาแรงงานตึงตัวในประเทศที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้ากว่าคาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม ที่อาจทำให้แรงกระเพื่อมและความเสี่ยงทางการเมืองสูงขึ้น
• กลยุทธ์การลงทุน เนื่องจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในตลาดมีมากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นการบริหารพอร์ตก็ควรลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงให้สอดคล้องกับ Market Risk ที่เพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าซื้อรอบใหม่ ควรรอให้แรงขายจากการปรับพอร์ต Dry ลงเสียก่อน โดยอาจจะรอซื้อตามด้วยค่าบวกของดัชนีและราคาหุ้นก็ได้ ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ดัชนีที่อ่อนตัวต่อในต้นสัปดาห์จนหลุด 1600 จุดจะดูไม่ดี เพราะมีสิทธิลงไปยัง 1580-1570 จุด และการเด้งจากแนวรับดังกล่าวแล้วไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือ 1600 จุด หมายถึงโอกาสที่ตลาดจะอ่อนตัวลงอีกรอบ โดยมีเป้าหมายที่ต่ำกว่า 1500 จุด (1480-1460 จุด)
• หุ้นพื้นฐานแนะนำสัปดาห์นี้เป็น BAY
BAY : แหล่งข่าวเปิดเผยต่อหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่าดีลเจรจาขายหุ้นของกลุ่มจีอีที่ถือ BAY อยู่ 25.33% ขณะนี้น่าจะได้ข้อสรุปแล้ว โดยเป็นการขายให้กับมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) นอกจากนี้คาดว่า MUFG ได้มีการซื้อหุ้น BAY จากช่องทางอื่นเพิ่มด้วย ซึ่งหาก MUFG ถือหุ้น BAY เกิน 50% ก็ต้องขออนุมัติจากธปท.และกระทรวงการคลัง รวมทั้งต้องทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ด้วย โดยราคาเทนเดอร์ฯ อาจจะสูงกว่าราคาตลาดของ BAY ประมาณ 10-20% สำหรับมุมมองของเราเห็นว่า หาก MUFG เข้าซื้อ BAY และทำเทนเดอร์ฯตามที่แหล่งข่าวกล่าวไว้ ก็จะเป็นข่าวดีกับธนาคารและผู้ถือหุ้น โดยในส่วนของธนาคารก็จะมีพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเข้ามาบริหารงาน และน่าจะมี Synergies เกิดขึ้นได้ในระยะยาว เพราะ BAY เป็นผู้นำ Retail Baking ในประเทศไทย โดยมีสาขากว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ MUFG ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อยู่ใน Top-5 ของโลก และเป็นสถาบันการเงินต่างชาติในไทยที่มีขนาดสินทรัพย์เป็นอันดับ 1 ในด้านพอร์ตสินเชื่อในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจจากญี่ปุ่น ซึ่งการเข้ามาของ MUFG จะช่วยให้ BAY มีฐานลูกค้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ถือหุ้นก็สามารถขายเทนเดอร์ฯได้ในราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ DBSV มีมุมมองที่เป็นบวกกับ BAY จากที่มีธุรกิจเพื่อลูกค้ารายย่อยที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยรักษาระดับอัตรากำไรให้สูงกว่าธนาคารพาณิชย์รายอื่น แนะนำซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายปี 57 เท่ากับ 46 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับ P/BV ปี 57 ที่ 2.2 เท่า









