วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ต่อ อินทวิวัฒน์” โชว์พอร์ต LTF “เสี่ยงต่ำ-ขยันปันผล”

กางตำราออมเงินผ่านกองทุน LTF“ไม่เสี่ยง-ปันผลต่อเนื่อง”ของ“ต่อ อินทวิวัฒน์”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) “4 ปี โกยกำไร20%

“อยากลงทุนแต่ทนเสี่ยงไม่ไหว” ประโยคนี้มัก “ฮิต” ในหมู่ “เม่ามือใหม่” ที่ต้องการต่อเงินให้งอกเงย แต่ “ใจไม่สู้” หากบทสรุปของผลตอบแทนออกมา “ติดลบ” กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จึงกลายเป็นตัวเลือก “นัมเบอร์วัน” ที่ “นักลงทุนใจป๊อด” มักคลิ๊ก LIKE

“ไม่เสี่ยง-ผลตอบแทนต่ำ แต่สม่ำเสมอ” นี่คือ จุดดูดเงินลงทุน

“ต่อ อินทวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) ดีกรี “เกียรตินิยมอันดับ 1” คณะบริหารธุรกิจ สาขาพาณิชย์นาวี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จาก Winthrop University ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นบุรุษนายหนึ่งที่ “กดถูกใจ” พร้อมใส่เงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

ใช่ว่ารับความเสี่ยงสูงไม่ได้ แต่ลงทุนลักษณะนี้ เหมาะมากกับนักลงทุนที่มีเงินไม่เต็มถัง!!

บ่ายสองโมง “ชายวัย 46” ผู้คลุกคลีในแวดวงการเงินมากว่า 20 ปี หอบเอกสารทางการเงินหนึ่งปึกเล็ก เพื่อมาบอกเล่า “เสน่ห์” ของกองทุน LTF ให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังว่า ก่อนนั่งเป็น “หัวเรือใหญ่” ให้กับ “แมนูไลฟ์” บริษัทสัญชาติแคนาดา ผมเคยเป็นเพียง “นายท้ายเรือ” มาก่อน (หัวเราะ) เขาเล่าประวัติการทำงาน

เมื่อก่อนเคยทำงานใน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) นานกว่า 10 ปี ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน รับหน้าที่ดูแลงาน ด้านการขายและการตลาดของทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก่อนหน้านี้เคยดูแลงานด้านการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์กองทุนรวมให้กับบลจ. บีโอเอ (ปัจจุบันคือ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด) ถ้าย้อนไปลึกกว่านั้น เคยทำงานฝ่ายวาณิชธนกิจใน

“เอกชาติ” นานเกือบ 6 ปี

นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตการทำงานของเขา

ทำไมต้อง “แมนูไลฟ์” !! เจ้าตัวเผยว่า ลักษณะงานคล้ายกับงานเดิม คือ เป็นบริษัทที่มีแม่ใหญ่ในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยเป็นเพียงบริษัทขนาดเล็ก บริษัทแม่ของ “แมนูไลฟ์” คือ Manulife Financial ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการเงินชั้นนำจากแคนาดา ในต่างประเทศถือว่าเขามีขนาดใหญ่มาก อนาคตเราก็หวังจะเป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากกว่านี้ นับจาก

วันที่เปิดตัวในเมืองไทยวันที่ 10 พ.ค.50 ก็ผ่านมา 5 ปีละ (ยิ้ม)

ถามถึงสไลต์การลงทุนส่วนตั๊วส่วนตัว? “ต่อ” เล่าว่า ชอบลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุน LTF วันนี้มูลค่าลงทุนไม่มากเท่าไร แค่ “หลักล้านบาท” เท่านั้น

"ผมมักซื้อกองทุน LTF ปีละ 500,000 บาท ด้วยความที่ทำงานในสายอาชีพนี้จะให้ไปลงทุนหุ้นรายตัวมากๆ ก็คงไม่เหมาะสมเท่าไร (หัวเราะ) เพื่อความโปร่งใส"

ผลตอบแทนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เกิน 20% แล้ว!!

ลงทุนในกองทุน ยอมรับมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หนึ่งข้อดีที่เห็นแน่ๆ คือ LTF เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินไม่เยอะ การที่เมืองไทยมีกองทุน LTF เหมือนพระเจ้าทรงโปรด (หัวะเราะ) ทำให้มีแหล่งลงทุนดีๆ ที่ผ่านมาซื้อมาตลอดไม่เคยกลับไปดูว่าซื้อมาเท่าไรแล้ว เต็มพอร์ตรึยัง เชื่อมั้ย! วันหนึ่งกลับมาดูอีกที “ทำไมกองทุน LTF ของเราเยอะจัง”

“เทคนิคการลงทุน” จงเชื่อในราคาพื้นฐาน ซื้อลงทุนแล้วอย่าดูราคาบ่อยๆ ถ้าพื้นฐานดีระยะยาวผลตอบแทนดีแน่ !
ลงทุนในสินทรัพย์อื่นหรือไม่? “ต่อ” รีบตอบคำถามนี้ว่า “ไม่มี” สินทรัพย์จำพวกอสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวมบ้านที่อาศัยอยู่) และคอนโดมิเนียม ก็ไม่ได้ซื้อลงทุน ในจริงๆสนใจลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะบางเวลาเป็นช่วงฮอตฮิต แต่ต้องเป็นกองทุนที่ไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์อย่างเดียว

"ผมเคยเปิดดูข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยพบว่าส่วนใหญ่ราคาในตลาดต่างกัน 10-20% บอกตรงๆซื้อไม่ลง"

ต่อเล่าว่า ทุกวันนี้พอร์ตลงทุนจะอยู่ในรูปของกองทุนตราสารหนี้ประมาณ 60% แต่จะพยายามแบ่งการลงทุนไปไว้ในตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น แต่ก็เสียวๆเรื่องดอกเบี้ยนิดหน่อย ส่วนที่เหลืออีก 40% เป็นกองทุนหุ้น แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% หุ้นต่างประเทศ 10%

“ทองคำ” ไม่นิยมลงทุน บอกตรงๆ เพราะไม่มี “เงินปันผล” เขาเปรียบเทียบว่าถือพันธบัตรยังได้ดอกเบี้ย ถือหุ้นถ้าราคาไม่ขึ้นก็ยังได้เงินปันผล แต่ทองคำไม่ได้อะไรเลย งานนี้คงต้องบอกผ่าน!!

“มือปืนรับจ้างบริหาร” ยังเล่าถึงแผนธุรกิจของ “แมนูไลฟ์” ว่า ตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ บริษัทแม่เคยวางแผนงาน 5 ปีข้างหน้าว่า เน้นขยายธุรกิจในแถบเอเชียเป็นหลัก เพื่อเป้าหมายขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มูลค่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ "พอได้ฟังผมชอบ “คาแรคเตอร์” บริษัทลักษณะนี้มาก (ยิ้ม)"

ในช่วง 4 ปีข้างหน้า (2556-2559) อยากเห็นมูลค่ากองทุนของบริษัทอยู่ระดับ 10,000 ล้านบาท โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลักประมาณ 70-80%ขณะเดียวกันยังสนใจลงทุนกองทุนหุ้นในประเทศด้วย อาทิ กองทุนประเภทกำหนดผลตอบแทน (Target Fund)

บริษัทจะเจาะลูกค้าระดับ “กลางล่าง-กลางบน” เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการจะนำเงินมาลงทุนจริงๆ ตลาดนี้มีการศึกษา เป็นตลาดของคนรุ่นใหม่ และนักลงทุนก็มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน ที่สำคัญมีเป้าหมายทางการเงินชัดเจน เราเองก็มีกองทุนหุ้นที่มีลักษณะแตกต่างจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ หรือกองทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศ

“กองทุนรวมในเมืองไทยเติบโตมาแล้วระดับหนึ่งประมาณ 8-10% ซึ่งตลาดเกิน 85% อยู่ในมือของบริษัทในประเทศที่มีแม่เป็นแบงก์ โดย 3 แบงก์ใหญ่ในประเทศก็กินส่วนแบ่งไป 70% แล้ว”

ความต้องการของลูกค้าตอนนี้ ต้องบอกว่าปัจจุบันนักลงทุนมีความมั่นใจในสินค้าที่มีความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น เห็นได้ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็มีวอลุ่มข้างเยอะ คุณลองดูสิที่ผ่านมาหุ้นตกหลังนักลงทุนต่างชาติขายหุ้น แต่รายย่อยก็ไม่เคยกลัว หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น18% บ่งบอกว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ดี

ปี 56 ยอดขาย “แมนูไลฟ์” แตะระดับ 1,000 ล้านบาท ทีมบริหารมั่นใจ..

เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขายเพียง 250 ล้านบาท “พระเอก” ของงานนี้ คือ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ เอเชียน สมอลแคป อิควิตี้ เอฟไอเอฟ (MS-ASIAN SM) ไม่น่าเชื่อว่าว่ากองทุนนี้จะได้รับความนิยมมากอย่างนี้ (ลากเสียงยาว)

ปีนี้กองทุนของเรามียอดขาย 1,000 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมียอดขายเพียง 140 ล้านบาท นี่เป็นการยืนยันว่า “แมนูไลฟ์” มีสินค้าที่ดี และมีทีมงานคุณภาพคอยให้ข้อมูลกับลูกค้า ทำให้เขามีความมั่นใจที่จะใส่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้เรากำลังมองหา “โปรดักท์” ตัวใหม่ เน้นความแตกต่างเป็นหลัก ที่สำคัญต้องเป็นกองทุนที่ลูกค้าต้องการ ภายในเดือนมิ.ย.คงได้เห็นว่าจะเป็นกองทุนประเภทไหน ที่แน่ๆกองทุนนี้เน้นลงทุนในต่างประเทศ เราจะพยายามผุดกองทุนให้ได้ไตรมาสละ 1 กองทุน อย่างในปี 2556 ตามแผนงานจะออก 3 กองทุน ปลายปีนี้คงได้เห็นกองทุน LTF

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วิเคราะห์ตลาดหุ้นในปี 56 ปิดท้ายบทสนทนาว่า ยอมรับเริ่มกังวลการลงทุนในตลาดหุ้นนิดๆ เพราะราคาปรับขึ้นมาครึ่งทางแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซื้อลงทุนไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ในระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยน่าจะมีอาการ “ไซด์เวย์” แถว 1,600 จุด เพราะไตรมาส 2-3 ธรรมชาติของหลายๆธุรกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อย

ปลายปี SET INDEX 1,700 จุด นักลงทุนคงได้เห็น!!

ส่วนแนวโน้ม “ค่าเงินบาท” ในที่สุดก็จะค่อยๆ คลี่คลาย แต่ตอนนี้การเก็งกำไรค่าเงินทั้งไทยและต่างชาติยังมีอยู่ วันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเถียงกันไปมาถึงวิธีการแก้ปัญหา ทุกครั้งที่นักลงทุนเห็นแนวทางของทางการ ก็พากันเฮไปในทิศทางเดียวกัน

นั่นแหละเหตุผลที่ทำให้ ค่าเงินบาทยังคง “ผันผวน” ต่อเนื่อง