เอื้อพันธ์ เพ็ชราภรณ์ เธอเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนหนึ่งที่จัดการเรื่องเงินทองได้อย่างลงตัว
เนื่องจากเราเป็นพวกพนักงานประจำเป็นพวกมีรายได้สม่ำเสมอเท่าๆ กันทุกเดือนรายได้ที่เข้ามาจึงวางแผนได้ง่าย พอถึงวันที่เงินเดือนออกดิฉันก็ตั้งการลงทุนแบบ saving plan ให้หักจากบัญชีเงินเดือนอัตโนมัติเอาไปเป็นเงินเก็บเลย
เธอเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนหนึ่งที่จัดการเรื่องเงินทองได้อย่างลงตัวเรากำลังพูดถึง เอื้อพันธ์ เพ็ชราภรณ์ ผู้บริหารฝ่ายช่องทางบริการผู้ลงทุนบลจ.กสิกรไทยโดยดูแลงาน 4 อย่าง คืองานบริการผู้ลงทุนหรือ KAsset Contact Centerงานบริการทะเบียนหลักทรัพย์งานบริการ e-servicesและ งานบริการผู้แทนการขายกองทุน
เนื่องจากเราเป็นพวกพนักงานประจำเป็นพวกมีรายได้สม่ำเสมอเท่าๆ กันทุกเดือน รายได้ที่เข้ามาจึงวางแผนได้ง่าย พอถึงวันที่เงินเดือนออกดิฉันก็ตั้งการลงทุนแบบ saving plan ให้หักจากบัญชีเงินเดือนอัตโนมัติเอาไปเป็นเงินเก็บเลย25% ของเงินเดือนโดยเลือกลงทุนไว้ในกองทุนรวม โดยที่ยังไม่รวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่หักออกไปก่อนหน้าแล้ว 10%สรุปว่าทุกเดือน มีเงินออมและเงินลงทุนรวมเป็น35%ของรายได้
นอกจากนี้ เอื้อพันธ์ยังจัดสรรเป็นเงินออมที่แบ่งเก็บไว้รายเดือนเพื่อจ่ายค่าประกันสุขภาพประกันรถยนต์และประกันอัคคีภัยอีกประมาณ 10%ส่วนที่เหลืออีก 55% เป็นรายจ่ายประจำที่เป็นค่างวดและค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ซึ่งเงินส่วนค่าใช้จ่ายนี้ หากใช้ไม่หมดก็จะนำกลับไปออมและลงทุนเพิ่มอีก
เธอบอกว่า การจัดสรรเงินออมให้อยู่ในรูปของการฝากเงินแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ดีแน่ๆเพราะผลตอบแทนของเงินฝากหักกับเงินเฟ้อแล้วแทบไม่เหลืออะไรเลยดังนั้น จะต้องมีการจัดสรรเงินลงทุนไปในรูปแบบอื่นด้วย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนแต่ก็ต้องรับความเสี่ยงให้ได้มากขึ้นด้วย
เอื้อพันธ์ยังเล่าอีกว่าด้วยความที่เป็นยังทำงานประจำอยู่ ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยมีเวลาดูตลาดคือแทบจะไม่มีโอกาสลงทุนแบบ Market Timing เท่าไหร่นักดังนั้น จึงใช้วิธีทำ asset allocation โดยดูจากความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นคนไม่มีลูกจึงไม่มีภาระอะไรมากจากจัดสรร Asset allocationจึงจัดอยู่ในประเภทคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงคือลงทุนในกองทุนตราสารหนี้30% กองทุนหุ้น 50% กองทุนทองคำ 15% และ กองทุนตลาดเงิน 5%
"อย่างในกองทุนทองคำ ในช่วงที่ราคาทองคำและกองทุนทองคำผันผวนอย่างเช่นช่วงนี้ ก็มีเงินลงทุนบางช่วงที่ขาดทุนบ้างเพราะ เราลงทุนมาโดยตลอด คือมีการลงทุนอยู่ในหลายช่วงแต่หลักการของการจัดสรรการลงทุนก็คือ ต้องอดทน รอเวลา และอย่าไปดูราคารายวัน เพราะเป้าหมายในการลงทุนของเราวางไว้แบบ "ลงทุนระยะยาว" จึงมองภาพระยะยาวเป็นหลักถ้ายังเชื่อมั่นว่าทองคำยังมีแนวโน้มระยะยาวในอีก 3-5 ปีข้างหน้าดีอยู่ก็ถือไว้รอวันนั้น"
เธอยังเชื่อมั่นตามตัวเลขของนักวิเคราะห์ ที่ว่าความต้องการทองคำในตลาดโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณที่ผลิตได้จากเหมืองจะมีปริมาณลดลงและทองคำยังจัดเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยจะได้รับความนิยมเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนนอกจากนั้นทองคำป้องกันการสูญเสียกำลังซื้อ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สูญเสียมูลค่าในตัวเอง แม้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ การลงทุนในทองคำเป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอการลงทุน เนื่องจากทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นต่ำ ดังนั้นการจัดสรรเงินแบบ Asset Allocation มีข้อดี คือในช่วงที่ราคาทองคำลง ราคาหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วงนี้ภาพโดยรวมทั้งพอร์ตก็ยังคงมีกำไรอยู่
ส่วนการลงทุนรูปแบบอื่นก็จะมีอสังหาริมทรัพย์บ้างมีคอนโดเล็กๆ 1 แห่ง และมีที่ดิน แต่ไม่มาก เพราะสภาพคล่องต่ำการหาผู้ซื้อในราคาที่เราอยากได้มันไม่ได้ง่ายนักถ้าอยากขายได้เร็วๆ ต้องยอมขายราคาต่ำหน่อยหรือยอมเสียค่านายหน้าหรือต้องยอมเหนื่อยเวลามีคนติดต่อซื้อและขอดูที่ดินแต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ไปลงทุนช่วง3-5 ปีที่ผ่านมา ได้ผลตอบแทนดีมากๆ มีราคาที่เพิ่มขึ้นประมาณ 35-40% ของเงินที่ได้ลงทุนโดยตั้งใจจะขายอสังหาริมทรัพย์หลังเกษียณอายุ
"ทุกวันนี้เวลาจะเช็คสุขภาพทางการเงินของตัวเอง ดูง่ายๆ ว่ามีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดรึเปล่า เช่น มีรถยนต์ แต่เมื่อรถเสียต้องซ่อมรถมีเงินเก็บไว้ตรงส่วนนี้ไหมหรือลองคิดเล่นๆ ว่าเมื่อไม่สบายกะทันหันจะมีเงินค่ารักษาพยาบาลตนเองพอเพียงหรือไม่ หรือ ถ้าต้องหยุดงานนานๆ มีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำของตนเองรึเปล่าถ้าคำนวณแล้วไม่พอ หรือ เงินเก็บไม่ถึง 5 เท่าของรายจ่ายประจำอันนี้คงต้องเริ่มวางแผนการออมอย่างจริงจังเพราะแสดงว่าสุขภาพการเงินเริ่มไม่แข็งแรงแล้ว"
เอื้อพันธ์บอกว่า ช่วงที่ยังมีรายได้และในช่วงปัจจุบันผู้ที่ไม่ได้วางแผนทางการเงินอาจจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกว่า แต่หากนับไปถึงช่วงชีวิตหลังเกษียณหากผู้ที่วางแผนทางการเงินมีเงินเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอกว่า ย่อมมีความสุขกว่าแน่นอน
"คิดว่าในอนาคตเรื่องการวางแผนการเงินน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากตัวเองอยู่ในธุรกิจกองทุนรวมเห็นตัวเลขอยู่ตลอดว่ามีเม็ดเงินและจำนวนผู้ลงทุนเข้ามาในธุรกิจจัดการลงทุนในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่เฉพาะกองทุนที่เกี่ยวกับการวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่าง RMF-LTF แต่ผู้ลงทุนก็มีการวางแผนเข้ามาลงทุนในกองทุนอื่นๆ อยู่ตลอดเพื่อให้เงินทำงานแทนตนเอง"
เธอยังเล่าย้อนให้ฟังอีกว่า สมัยจบปริญญาตรีเริ่มทำงานใหม่ๆ พอเริ่มมีรายได้ของตัวเอง ก็ใช้จ่ายแบบไม่ได้วางแผนอะไรมากมีเท่าไหร่ก็ใช้ไป เงินมักหมดก่อนเงินเดือนออกอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนั้นยังเด็กๆ ก็ใช้ขอคุณพ่อ คุณแม่มั่งอะไรทำนองนี้แต่พอได้เข้ามาทำงานที่ บลจ. กสิกรไทย ความคิดเรื่องการใช้เงินก็เปลี่ยน เธอมองว่า ตัวเองโชคดีที่ได้รู้จักกับทางเลือกในการวางแผนการเงินการลงทุนจากงานที่ทำ และเห็นตัวอย่างของผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยการมีวินัยในการออมและการลงทุนมากมาย ยิ่งพอต้องมาให้คำปรึกษาและดูแลผู้ลงทุนเองด้วยแล้ว หากเราไม่มีความเชื่อเรื่องวินัยในการลงทุน หรือไม่เชื่อเรื่องความสำคัญของการวางแผนการเงินเลย ก็คงให้คำแนะนำที่ดีกับผู้ลงทุนได้ลำบาก
"ทุกวันนี้วางแผนสำหรับอนาคตอย่างเพียงพอ ใช้จ่ายอย่างมีสติไม่ใช่หมายความว่าอยากได้อะไรแล้วไม่ซื้อเพราะจะเก็บเงินเพื่ออนาคตอย่างเดียวใช้จ่ายได้ ถ้ารู้ว่าเราได้วางแผนการใช้มาอย่างดี และมีเงินเก็บเพียงพอแล้วนอกจากจะพอเพียงในแง่ของตัวเงินแล้ว ดิฉันมองคำว่าพอเพียงในแง่ของความสมดุลในชีวิตด้วย จะอยู่อย่างไรให้ชีวิตสมดุล ไม่ตึงเกินไปจนทุกข์ จนต้องเบียดเบียนตัวเองหรือเบียดเบียนคนอื่น ไม่หย่อนเกินไปจนเหมือนไม่มีการจัดการอะไรเลย .มีสุขพอดีๆ ทุกข์พอดีๆ สุขบ้างทุกข์บ้าง รวมกันแล้วสมดุล "พอเพียง" อยู่ในจุดที่เราวางใจไว้ในความ "พอใจ" ได้ แค่นั้นก็เกินจะเพียงพอ"
เธอทิ้งท้ายว่า การมีเงินให้เพียงพอกับความต้องการที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกดีกว่าเช่นต้องการมีเงินพอกับค่าใช้จ่ายรายเดือนมีเงินพอสำหรับการท่องเที่ยว พักผ่อน หรือมีโอกาสท่องเที่ยวต่างประเทศ มีเงินสำหรับการทำบุญบ้าง และเมื่อเกษียณ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ ถือว่าพอแล้ว






