กรุงเทพธุรกิจ-มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดผลสำรวจ CEO Sentiment Index เผย นักธุรกิจ 81.6% ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจร่วมกับศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) เปิดผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร CEO Sentiment Index ประจำเดือนเม.ย. - พ.ค. สำรวจความเห็นผู้บริหารบริษัทจำนวน 409 ท่าน ในระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคม 2556 เกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจและธุรกิจ พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและการแข็งค่าของเงินบาท
โดยการแข็งค่าของเงินบาทนั้นได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจส่วนใหญ่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริหาร 15.4% ระบุว่า ได้รับผลกระทบสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผู้บริหาร 43.5% ระบุว่า กระทบใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ 22.7% ระบุว่า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีผู้บริหาร 18.4% ที่ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทคิดเป็น 81.6% ของธุรกิจทั้งหมดที่สำรวจ
สำหรับแนวทางในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่านั้น 42.3% ระบุว่า ใช้การหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับการหาตลาดใหม่ในประเทศที่ระดับ 41.1% วิธีการลดต้นทุนในการผลิต/การทำธุรกิจ 35.4% ลดงบประมาณด้านการลงทุนระยะยาว 32.7% จ่ายงานออกไป (Outsource) 25.7% ลดขั้นตอนในการทำธุรกิจ 24.6% เพิ่มกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย 22.2% และอีก 14.8% เป็นวิธีการอื่นๆ เช่น ลดขนาดกิจการ หาผู้ร่วมทุนเพิ่ม นำเครื่องจักรอุปกรณ์มาใช้แทนแรงงานให้มากขึ้น เป็นต้น
ขณะเดียวกันจากการสำรวจ ปัจจัยสำคัญ 5 อันดับแรกที่มีผลต่อการทำธุรกิจในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พบว่า ต้นทุนวัตถุดิบได้ 3.8 คะแนน ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทได้ 3.5 คะแนน ต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นได้ 3.4 คะแนน สภาวะเศรษฐกิจของไทยได้ 3.4 คะแนน และความต้องการของตลาดที่ลดลงได้ 3.3 คะแนน
ดัชนีเศรษฐกิจซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยดัชนีด้านเศรษฐกิจในเดือนเมษายนลดระดับลงมาเหลือ 2 จุด และแม้จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4 จุดในเดือนพฤษภาคม แต่ก็คาดการณ์ว่าจะลดลงมาเป็น 3 จุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งการที่ดัชนีทางเศรษฐกิจยังมีค่าต่ำกว่าช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ก็เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณชัดเจนที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนดัชนีด้านการทำธุรกิจมี 4 ด้านด้วยกัน คือ ดัชนีด้านรายได้ ดัชนีด้านต้นทุน ดัชนีด้านสภาพคล่อง และดัชนีด้านการจ้างงาน จากการสำรวจ ดัชนีด้านต้นทุนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นเป็น 46 จุด และคาดว่าจะลดลงมาเป็น 43 จุดในเดือนมิถุนายน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่ยังส่งผลต่อผลการประกอบการและสภาพคล่อง ทำให้ดัชนีสภาพคล่องยังคงมีค่าติดลบ โดยดัชนีสภาพคล่องมีแนวโน้มลดลงอย่างเนื่องจาก 4 จุด ในเดือนเมษายนลดลงในพฤษภาคมเป็น -5 จุด ส่วนดัชนีการจ้างงานก็ลดลงมาเป็น 4 จุดในเดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 6 จุดในเดือนมิถุนายน
ขณะที่ดัชนีด้านรายได้ในเดือนพฤษภาคม แม้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 จุด จาก 4 จุดในเดือนเมษายน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 จุดในเดือนมิถุนายน แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากการปรับตัวของธุรกิจมากกว่าจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น
ผลสำรวจในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมแล้ว ผู้บริหารธุรกิจที่สำรวจ ยังมีความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของไทยจากผลกระทบของเงินบาทแข็งและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ และภาระหนักที่ธุรกิจยังต้องเผชิญต่อไป คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่ยังคงส่งผลต่อสภาพคล่องและการจ้างงาน
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เริ่มจะมีความชัดเจนขึ้นแล้วว่า จะเป็นผลกระทบในระยะยาว และเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออก ทั้งการหาตลาด การลงทุน และการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ









