“เกรซ” ภาชีวะ..เปลี่ยนโลก

“เกรซ” ภาชีวะ..เปลี่ยนโลก

พวกเขาไม่ใช่“ภาชนะ”แต่นิยามตัวเองใหม่เป็น “ภาชีวะ”ภาชนะเพื่อชีวิต ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2548 สำหรับ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ“นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการ ผู้ปลุกปั้นบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยตรา “ไบโอ” ให้เป็นที่รู้จักของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

เปิดประตูให้ทุกคนได้มักคุ้นกับ บรรจุภัณฑ์และภาชนะที่ทำมาจากเยื่อชานอ้อย ซึ่งเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำตาล มาเป็นของใช้ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไร้สารก่อมะเร็ง ใส่อาหารได้ทั้งร้อน เย็น เข้าไมโครเวฟได้ และยังย่อยสลายได้ ด้วยการฝังกลบใน 45 วัน ตอบโจทย์ครบ ทั้ง “สุขภาพ” และ “สิ่งแวดล้อม”

แต่ในวันนี้พวกเขามาพร้อมความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อประกาศเปลี่ยนแบรนด์เป็น “เกรซ” (gracz) ในความหมายว่า “คุณงามความดี” และนิยามตัวเองใหม่เป็น “ภาชีวะ” ซึ่งหมายถึง ภาชนะเพื่อชีวิต

ไม่เหลือเค้าคำว่า “ไบโอ” ให้เห็นอีกแล้ว

“คำว่าไบโอ ทุกวันนี้ “ช้ำมาก” ถูก “ชำเรา” ไปเยอะมาก จากการเกาะกระแสของไบโอ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ของจริง เราเลยต้องเหวี่ยงตัวเองออกมา แล้วนิยามตัวเองใหม่เป็น “ภาชีวะ” และใช้คำว่า Natural Plant Fiber Product เพื่อสร้างประเภทของมันขึ้นมาใหม่”

ยอมนับหนึ่งใหม่ กล้าโยนของเก่าทิ้ง และสร้างคำใหม่ขึ้นมา คือ การตัดสินใจครั้งสำคัญที่ นพ.วีรฉัตร บอกกับเรา พร้อมกับดึง “ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์” มาเป็นที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ พร้อมเปิดเกมรุกธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่พวกเขาบอกว่า ต้อง “ขายได้” และ “ยั่งยืน” ในเชิงธุรกิจด้วย

“ผมเชื่อว่า ตัวตนของเราชัดเจนและแข็งแรงมากไม่ว่าจะมุมสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม ก็เหมือนกับทองนั่นแหล่ะ ที่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ยังเป็นทอง เกรซ ก็เช่นกัน และการนำแบรนดิ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพื่อส่งเสริมตัวตนของเราให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น”

เจ้าของภาชีวะ บอกกับเรา ก่อนเปิดทางให้ ดร.สรณ์ จงศรีจันทร์ เปิดแผนสร้างแบรนด์ธุรกิจสีเขียว ที่ต่างไปจากเดิมๆ และดูจะไปไกลมากกว่า มาร์เก็ตติ้ง 3.0 ที่เน้นการ ร่วมด้วย ช่วยกัน คนละไม้ คนละมือ แต่ไปถึง มาร์เก็ตติ้ง 3.5 ที่เขาอธิบายว่า เน้นทั้ง สิ่งแวดล้อมและเชิงพาณิชย์

“หลายคนทำเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วเจ๊งก็มี แต่เราต้องการให้สองคำนี้อยู่ด้วยกัน คือ สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและมั่งคั่งด้วย”

ที่มาของศาสตร์การสร้างแบรนด์จาก “ธาตุทั้ง 4” คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

“ดิน คือ มีความแตกต่าง น้ำ คือ เป็นสิ่งจำเป็น ลม คือ เกียรติยศและศักดิ์ศรี และ ไฟ คือ มีคนรู้จัก”

เขาอธิบาย ก่อนสรุปปัญหาสำคัญของ บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ยัง “อ่อนธาตุไฟ” ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักของตลาดมากนัก แม้ในต่างประเทศจะไปได้ไกล คือ มีขายทั้งในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน แต่สำหรับในไทย ตลาดยังต้องใช้เวลาสร้าง

“เกรซ มีครบทุกอย่าง ยกเว้นการเป็นที่รู้จัก เพราะยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง” นักสร้างแบรนด์บอกกับเรา
สอดรับกับสถานการณ์ที่ นพ.วีรฉัตร บอก คือ การยังไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจในสินค้า จนไปสู่การมองเห็นตัวตน เลือกใช้ ตลอดจนบอกต่อ จึงยังมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นลูกค้าผู้ภักดีเท่านั้น

เมื่อเป้าหมายของภาชีวะไม่ได้ต้องการทำเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มแต่อยากให้อยู่ในวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้ พวกเขาจึงต้องวางเกมการตลาดใหม่

เริ่มจากให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์กับสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น โดยการขยายผ่านร้านสะดวกซื้อ อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น และโมเดิร์นเทรด ซึ่งพวกเขาบอกว่า การสร้างแบรนด์ไม่จำเป็นที่ต้องใช้เงินมหาศาล เพราะแค่การวางขายผ่านช่องทางขายดีๆ ก็ช่วยสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าได้แล้ว

“เข้าช่องทางเหล่านี้ได้ ก็เท่ากับตอบวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้ และเป็นของที่เข้าใกล้เขามากขึ้น”

หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง ใช้ทดแทนภาชนะเดิมๆ ได้ เป็นจุดแข็งสำคัญของผลิตภัณฑ์ เมื่อต้องเดินหน้าการสร้างแบรนด์ พวกเขาก็เลือกวิธีต่าง โดยหลายคนอาจมองถึงการโฆษณา แต่สำหรับแบรนด์เกรซ พวกเขาบอกว่า ต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะการโฆษณาคือการสื่อสารทางเดียว แต่จะเน้นการประชาสัมพันธ์ที่เป็นการสื่อสารความจริง ค่อยๆ ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ และเกิดการบอกต่อปากต่อปาก (Word of mouth) โดยธรรมชาติ

“เราเรียกว่า การแนะนำซึ่งกันและกัน ตามทฤษฎี Word of mouth ซึ่ง ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และโมเดิร์นเทรด เป็นแค่ช่องทาง แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์เป็นช่องทางที่ดีที่สุด ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ของเรา”

เมื่อมนุษย์โลกไม่มีใครเกลียดสุขภาพที่ดี หรือตั้งแง่กับสิ่งแวดล้อม สำหรับพวกเขานี่ก็เป็นแต้มต่อที่สำคัญที่สุดแล้ว

“ตอนนี้ แบรนด์ของเรายังคลานอยู่ ยังไม่ได้วิ่ง แต่เป็นตลาดที่ยังเวอร์จิ้นมาก อย่าลืมว่า คนไทยมีอยู่ 65 ล้านคน เราต้องการแค่ 10% ก็ 6.5 ล้านคนแล้ว ลองนึกภาพว่าคนกลุ่มนี้ใช้ เกรซ พร้อมๆ กัน ขณะคนที่เหลือก็เริ่มมองเห็น จะเป็นปริมาณมหาศาลแค่ไหน”

นั่นคือที่มาของการตั้งเป้าโตเป็น 3 เท่า ภายในปีเดียว โดยในปีนี้พวกเขาคาดว่ายอดขายรวมจะไปแตะ 700 ล้านบาท หลังจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท และในปีหน้า 2557 จะไปถึง 2,000 ล้านบาทได้!

“โต 3 เท่า เรื่องเล็กมาก เพราะตลาดยังขยายได้ไม่สุด ยังใหม่มาก และช่องว่างในตลาดยังมีอีกกว้างมาก” ผู้นำแห่งเกรซ ยืนยันกับเรา

นพ.วีรฉัตร บอกว่า ถ้าสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน เริ่มจากในไทย ขยับไปอาเซียน สู่ยุโรป อเมริกา จนเป็นคนทั้งโลก ให้หันมาใช้ภาชนะเพื่อชีวิต พร้อมๆ กันได้ นั่นเท่ากับจะเป็นการพลิกโลกที่ยิ่งใหญ่มากและนั่นคือความคาดหวังของเขา

“ผมเชื่อว่าการขับเคลื่อนโลกเราจากนี้ ธุรกิจจะตอบโจทย์แค่ Business เพียงอย่างเดียวไมได้ แต่ต้องตอบโจทย์สังคมไปพร้อมกันด้วย และในอนาคต ผลิตภัณฑ์สีเขียวจะเป็นของปกติธรรมดา ที่ใครๆ ก็ใช้กัน ส่วนที่ไม่สีเขียว จะกลายเป็นของที่ต่ำกว่าปกติ ฉะนั้นทำธุรกิจ ต้องซื่อสัตย์กับโลกใบนี้ ตรงไปตรงมา และไม่เสแสร้ง”

นั่นคือคมคิดของธุรกิจคิดเพื่อโลก ผู้มาพร้อมสโลแกน “One Life One Planet ชีวิตเดียว โลกใบเดียว” พร้อมจุดยืน

“เกรซ ไม่ต้องการเงินบริจาคจากใคร แต่ต้องการยอดขายจากพวกคุณ”

เพื่อตอบความยั่งยืนของธุรกิจอย่างแท้จริง