"กสท." เคาะวิธีประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องธุรกิจ แบ่ง 4 กลุ่มประมูลไม่พร้อมกัน กำหนดชำระค่าไลเซ่นงวดแรก 50% จ่ายครบภายใน 6 ปี
หลังจากการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ "เห็นชอบ" การประเมินมูลค่าคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล ตามที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีมผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษา เพื่อกำหนดเป็น "ราคาตั้งต้น" ประมูลทีวีดิจิทัลธุรกิจ 24 ช่อง
ประกอบด้วย ช่องรายการความคมชัดมาตรฐาน (standard definition : SD) และช่องรายการความคมชัดสูง (high definition : HD) แบ่งเป็น ช่องเด็ก SD เปิดประมูล 3 ช่อง ราคาช่องละ 140 ล้านบาท, ข่าว SD เปิดประมูล 7 ช่อง ราคาช่องละ 220 ล้านบาท, วาไรตี้ SD เปิดประมูล 7 ช่อง ราคาช่องละ 380 ล้านบาท และ เอชดี เปิดประมูล 7 ช่อง ราคาช่องละ 1,510 ล้านบาท
เคาะเกณฑ์ประมูลช่องธุรกิจ
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า วานนี้ (14 พ.ค.) ที่ประชุมบอร์ด กสท. ได้เห็นชอบร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ
ทั้งนี้ ได้กำหนดรายละเอียดในการประมูลทีวีดิจิทัลช่องธุรกิจทั้ง 24 ช่อง โดยหลังจากนี้จะนำร่างประกาศดังกล่าวเสนอที่ประชุมบอร์ด กสทช. พิจารณาในวันที่ 22 พ.ค. ก่อนเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 เดือน ก่อนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นกรอบการประมูลจะยังอยู่ในช่วงเดือนส.ค. - ก.ย. นี้
วิธีการประมูลหลักจะเป็นเช่นเดียวกับกฎการประกวดราคาแบบภาครัฐ โดยอิงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ที่แตกต่างคือจะแบ่งการประมูลออกเป็น 4 รอบ ตามประเภทของช่องรายการ คือ เอชดี เริ่มที่ช่องละ 1,510 ล้านบาท, ช่องวาไรตี้ เริ่มต้นที่ช่องละ 380 ล้านบาท, ช่องข่าวเริ่มต้นที่ช่องละ 220 ล้านบาท และช่องเด็กและเยาวชนเริ่มต้นช่องละ 140 ล้านบาท
เคาะผู้ชนะใน 1 ชั่วโมง
การประมูลแต่ละประเภทจะใช้เวลา 60 นาที จะทราบผล "ผู้ชนะ" ยกเว้นกรณีที่ครบ 60 นาทีแล้วยังมีผู้เสนอราคาเท่ากันเกินกว่าจำนวนช่องที่เปิดประมูล จะต่อเวลาเพิ่มอีกครั้งละ 5 นาที ซึ่งใน 60 นาที ผู้เข้าประมูลแต่ละรายจะเคาะราคาเข้ามากี่ครั้งก็ได้ แต่ละเคาะจะมีราคาเพิ่มขึ้นตามที่ กสทช. กำหนด คือ ช่องเด็กเพิ่มเคาะละ 1 ล้านบาท, ช่องข่าวเคาะละ 2 ล้านบาท, ช่องวาไรตี้ เคาะละ 5 ล้านบาท และ ช่องเอชดี เคาะละ 10 ล้านบาท เมื่อจบการประมูลผู้เสนอราคาสูงสุดไล่ลงมาตามจำนวนช่องที่เปิดประมูลจะเป็นผู้ชนะ
“การประมูลทีวีดิจิทัลประเภทช่องธุรกิจ จะใช้วิธีการประมูลแบบการแข่งขันเพื่อซื้อใบอนุญาต โดยเคาะราคาเพิ่มขึ้น (Forward Auction) โดยลักษณะการประมูลจะเป็นการเคาะราคารายครั้ง ราคาเคาะแต่ละครั้งกำหนดรายประเภทช่อง หากผู้เข้าร่วมประมูลเคาะราคาเท่ากันจะทำการขยายเวลาออกไปอีก 5 นาที วิธีนี้จะทำให้ราคาที่ผู้ชนะแต่ละรายในแต่ละประเภทช่องต้องจ่ายจะเกาะกลุ่มกัน ทำให้ไม่มีผู้ได้เปรียบเสียเปรียบจากการต้องแบกภาระต้นทุนการประมูลที่สูงเกินคนอื่น เพราะในการประมูลแต่ละรอบผู้ที่ต้องการชนะจะต้องพยายามเคาะราคาให้เกาะกลุ่มกับคนอื่น หากมีใครพยายามเสนอราคาเพิ่มก็ต้องเพิ่มด้วย ไม่สามารถเคาะเพิ่มใน 5 นาทีสุดท้ายเหมือนอีออคชั่นทั่วไปได้ เพราะจะไล่ราคาไม่ทัน” พ.อ.นที กล่าว
ทั้งนี้ ได้แบ่งกลุ่มการประมูลออกเป็น 4 กลุ่ม โดยจะไม่ประมูลพร้อมกันในช่วงเวลาหรือวันเดียวกัน ซึ่งผู้ประกอบการที่ชนะประมูลจะได้ใบอนุญาตระยะเวลา 15 ปี
วางเช็ค-เงินสด10%ราคาตั้งต้น
พ.อ.นที กล่าวต่อว่า การเปิดรับสมัครผู้เข้าประมาณจะเปิดพร้อมกันทั้ง 4 ประเภท โดยแต่ละบริษัทจะยื่นเข้าประมูลได้ไม่เกิน 3 ประเภท แต่ห้ามประมูลช่องเอชดีคู่กับช่องข่าวพร้อมกัน ผู้ประกอบการต้องเลือกตั้งแต่ต้นว่าจะยื่นประมูลช่องใดบ้าง พร้อมยื่นเอกสารขอเข้าประมูล จะต้องวางเงินค้ำประกัน 10% ของราคาตั้งต้นประมูลในช่องที่ต้องการ โดยจะวางเป็นเงินสดหรือเช็คธนาคารก็ได้ ซึ่งเงินวางประกันนี้จะคืนภายใน 30 วัน หากไม่ชนะการประมูลหรือหากเป็นผู้ชนะประมูลจะเงินคืน เมื่อมีการชำระเงินค่าประมูลงวดแรก
สำหรับการชำระเงินค่าประมูลช่องรายการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่เป็นเงินจากราคาตั้งต้นประมูล แบ่งเป็น 4 งวด งวดแรกชำระ 50% ภายใน 60 วันหลังสิ้นสุดการประมูล ปีที่ 2 ชำระ 30% ปีที่ 3 ชำระ 10% ปีที่ 4 ชำระอีก 10% ซึ่งเงินในส่วนนี้จะต้องนำไปเป็น "คูปอง" ส่วนลดซื้อกล่องแปลงสัญญาณ (set top box) หรือเครื่องรับทีวีดิจิทัล โดยจะเริ่มทยอยแจกให้ประชาชนได้ในต้นปี 2557 โดยจะเริ่มแจกให้กับประชาชน ให้สอดคล้องกับการขยายโครงข่ายทีวีดิจิทัล (Mux) ตามเงื่อนไขของ กสทช. จะต้องมีโครงข่ายครอบคลุม 50% ในปีแรก, 80% ในปีที่2, 90% ในปีที่ 3 และครบ 100% ในปีที่ 4
ส่วนมูลค่าประมูลที่เกินจากราคาตั้งต้น ซึ่งจะต้องนำเข้าสมทบในกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. โดยผู้ชนะประมูลจะต้องทยอยจ่ายเป็น 6 งวด เริ่มปีที่ 1 และ ปี 2 จ่ายปีละ 10% และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 6 จ่ายปีละ 20%
ทั้งนี้ ผู้ชนะการประมูลในแต่ละประเภทที่เสนอราคาสูงสุดจะมีสิทธิได้เลือกเลขช่องรายการในกลุ่มที่ตัวเองประมูล โดยช่องเด็กจะเริ่มที่ช่อง 13 ถึง 15, ช่องข่าว เลขช่อง 16 ถึง 22, ช่องวาไรตี้เริ่มที่ช่อง 23 ถึง 29 และ ช่องเอชดี เริ่มที่ช่อง 30 ถึง 36 ขณะนี้ยังไม่กำหนดว่าจะเริ่มประมูลที่ประเภทใดก่อน แต่จะแยกประมูลประเภทละ 1 วัน มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าประมูลมากกว่าจำนวนช่องที่เปิดให้ประมูล และหากมีผู้ประมูลเสนอราคาประมูลสูงและไม่สามารถจ่ายเงินได้ จะยึดคลื่นฯคืนพร้อมยึดเงินค้ำประกัน โดยเชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอยการประมูลสัมปทานช่องไอทีวีในอดีต
ผู้ประมูลสัญชาติไทยถือหุ้น 3 ใน 4
สำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามายื่นของซองการประมูลจะต้องชำระค่าซองประมูลซอง 1 ล้านบาทต่อช่องที่จะประมูล พร้อมเงินค้ำประกัน 10% ของราคาตั้งต้นประมูลรายช่อง
ขณะที่คุณสมบัติผู้เข้าประมูลไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนหรือระยะเวลาในการก่อตั้งบริษัท แต่ต้องมีคุณสมบัติ มาตรา 8 มาตรา 14-15 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกิจการวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 คือต้องเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของทุนทั้งหมด ที่สำคัญคือผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละรายจะต้องไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
โดยนิยามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ที่ 10% และต้องมีการตรวจสอบตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ด้วยเพื่อป้องกันการฮั้วราคาและการครอบงำตลาด ส่วนการกำหนดระยะเวลาห้ามเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศระหว่างกันของผู้เข้าประมูลจะเริ่มตั้งแต่วันยื่นเอกสารประมูลจนถึงวันที่ได้ผู้ชนะการประมูล และหลังจากนั้นผู้ชนะประมูลจะได้ใบอนุญาตภายใน 3 เดือน โดยจะมีอายุใบอนุญาต 15 ปี
ส่วนการนำเข้ากล่องรับสัญญาณ หรือเครื่องรับทีวีดิจิทัล คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในปลายเดือนมิ.ย. หลังจากที่ประชุมบอร์ด กสท. ได้เห็นช่องร่างประกาศเรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1 เดือน จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้









