วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การกลับมาครั้งใหม่ของ หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว

เจาะลึกมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว รวมทั้งตลาดจีนที่เป็นกลุ่ม Laggard ของตลาดหุ้นโลก

หลังวิกฤติปี08 เป็นต้นมา ตลาดพัฒนาแล้ว ในแง่เศรษฐกิจก็ดูไม่ดีและมีปัญหาให้ต้องตามแก้ไขมาโดยตลอด ไม่ต่างอะไรกับสภาพของตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน


ย้อนไป 2 ปี ก่อน ถ้าจะลงทุนในหุ้นก็ต้องเป็น ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชียที่พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งและมีแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ดี นี่ยังไม่รวมประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก

ทำให้ หุ้นตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทิ้งห่าง หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว มาโดยลำดับ จนปัจจุบันเมื่อมองโดยเปรียบเทียบ


หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว ดูจะถูกกว่าอย่างชัดเจนอีกทั้งยังมีธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมารองรับ ความมั่นใจของนักลงทุนที่มากขึ้นตลอดจนการคลายความวิตกต่อเรื่องวิกฤติที่ลดลง ทำให้เงินลงทุนในโลกเริ่มมองหาแหล่งสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับตัวเองอีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือ หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้วรวมทั้งตลาดจีนที่เป็นกลุ่ม Laggard ของตลาดหุ้นโลกมาฝากกัน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นโดดเด่นรับนโยบายรัฐ
สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส บอกว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ถือเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตลาดหลักของโลก โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 43.26% นักลงทุนทั่วโลกต่างมองตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีขึ้นมากจาก “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่มีความชัดเจนที่สุดตั้งแต่ฟองสบู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแตกไปเมื่อประมาณปี80 เป็นต้นมา มาตรการกระตุ้นแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้นมีเป้าหมายที่จะดึง “อัตราเงินเฟ้อ” ขึ้นมาที่ 2% ให้ได้ในอีก 2 ปี ข้างหน้า จากปัจจุบันที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงติดลบอยู่ ขนาดของการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบของญี่ปุ่นไม่ได้น้อยหน้าสหรัฐแต่ประการใดประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน นั่นทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาจากที่เคยอยู่ระดับ 78 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นมาเป็น 102 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดูดีขึ้นมากตามแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเยน เพราะยอดขายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้นกว่า 50% เป็นรายได้ที่มาจากต่างประเทศ การที่ค่าเงินเบนอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมาทำให้ยอดขายของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นโตเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 20% นี่ยังไม่นับรวมยอดขายที่จะเพิ่มขึ้นตามมาจากราคาสินค้าญี่ปุ่นที่ถูกลงในสายตาตลาดโลกด้วย


มีการประมาณกันว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้จะโตประมาณ 40% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงปรับตัวขึ้นมาสะท้อนการเติบโตของกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เป็นผลกระทบจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น (Wealth Effect) ที่รายได้ของคนปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจจริงจะใช้เวลาในการฟื้นตัวก็ตาม แต่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปรับเรียบร้อยจากนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีความชัดเจนสุดในรอบตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นเลยทีเดียว


มูลค่าหุ้นญี่ปุ่นยังไม่แพง
โดยสุพงศ์วร ยังบอกอีกว่า ในแง่ของมูลค่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองปัจจุบันถ้าใช้กำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 21 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงและเป็นปกติของตลาดหุ้นญี่ปุ่น หากมองค่าเฉลี่ย P/E ตลาดหุ้นญี่ปุ่นย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 09 อยู่ประมาณ 22 เท่า อัตราการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นถือว่าแข็งแกร่งมากและแกร่งกว่าตลาดหุ้นในปีนี้ที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะโต 15 - 20% ด้วย ก่อนวิกฤติซับไพร์มรอบที่ผ่านมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคยอยู่ที่ระดับ 17,000 จุด ก่อนจะตกลงไปเหลือ 7,000 - 8,000 จุด แล้วปัจจุบันกลับขึ้นมาประมาณ 14,000 จุด ซึ่งตลาดมองว่าเป้าหมายตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 16,000 จุด และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมก่อนวิกฤติที่ระดับ 17,000 จุด ได้เช่นเดียวกัน หากเทียบกับตลาดหุ้นไทยก่อนวิกฤติอยู่ประมาณ 800 จุด ปรับลงไปเหลือประมาณ 300 จุด แต่ปัจจุบันก็กลับมายืนที่จุดสูงสุดที่สูงกว่าก่อนวิกฤติแล้วที่ประมาณ 1,600 จุด ในปัจจุบัน แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังไม่ได้กลับขึ้นไปถึงจุดก่อนวิกฤติซับไพร์มเลย


จึงไม่น่าแปลกใจว่าตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นประมาณ 9% ในขณะที่ไหลเข้าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 15% เพราะถือเป็นตลาดหนึ่งที่โดดเด่นและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกในกลุ่มตลาดหลักของโลกในปัจจุบัน


ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปัจจุบันเคลื่อนไหวไปตามแนวโน้มการอ่อนค่าของค่าเงินเยน จะเห็นว่าค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น และหากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเรื่อยๆ จากปัจจุบันที่ระดับ 102 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปที่ 110 - 120 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็คงจะไปได้ไกลกว่าที่ตลาดมองไว้ในเช่นเดียวกัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงเป็นอีกหนึ่งในตลาดหลักของโลกที่น่าสนใจในปัจจุบัน คล้ายกับตอนตลาดหุ้นไทยที่ขยับไปจาก 800 จุด ไป 1,000 จุด แล้วก็ไป 1,200 จุด จนปัจจุบัน 1,600 จุด ผ่านจุดที่คนสงสัยว่าแพงแล้วหรือยัง แต่ก็ปรับตัวขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในตอนนี้ก็คงเช่นเดียวกัน แต่นักลงทุนที่จะไปคงต้องป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินเอาไว้ด้วยเพราะผลตอบแทนที่ได้จากหุ้นเมื่อเจอค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอาจจะทำให้เกิดผลลบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าของเงินเยนได้เช่นกัน


ตลาดหุ้นยุโรปมากับธีมการฟื้นตัว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี บอกว่า เศรษฐกิจยุโรปที่เดิมเคยคาดว่าจะถึงจุดต่ำสุดในปีที่แล้วก็น่าจะช้าไปปีหนึ่งโดยจะมีจุดต่ำสุดในปีนี้แทนทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 0.5% และในปี14 จะโตเล็กน้อยประมาณ 1.0% แต่มุมมองต่อเศรษฐกิจก็ดีขึ้น ล่าสุดทางธนาคารกลางยุโรปก็ปรับลดดอกเบี้ยลงเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกทั้งประเทศใหญ่อย่างเยอรมันและฝรั่งเศสก็มีแนวโน้มที่จะมีนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากเดิมที่ค่อนข้างตึงตัวในลักษณะของการรัดเข็มขัดต่างๆ ก็ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและปกติตลาดหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอยู่แล้ว แม้ภาพเศรษฐกิจของยุโรปจะดูไม่ค่อยดีแต่ตลาดหุ้นยุโรปกลับไม่แย่อย่างที่คิดผลตอบแทนของตลาดหุ้นยุโรปก็เป็นบวกแต่หลายคนอาจจะไม่รู้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้มาจากนอกยุโรปที่สำคัญหลายบริษัทมีรายได้มาจากตลาดเกิดใหม่ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาแม้ภาพเศรษฐกิจยุโรปอาจจะดูไม่ดีนักก็ตาม แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนในยุโรปก็ยังคงมีการเติบโตดีและตลาดหุ้นยุโรปก็ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกัน


แม้ในภาพเศรษฐกิจของยุโรปอาจจะดูไม่ดี โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 0.5% ในปีนี้ และโตประมาณ 1.0% ในปีหน้า แต่ในแง่ของการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโตประมาณปีละ 10.0% ในปี 13 และ 14 ตามลำดับ ปัจจุบันตลาดหุ้นยุโรป “ถูกกว่า” ตลาดหุ้นสหรัฐประมาณ 35% และมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตช่วง 20 ปี ที่อยู่ประมาณ 13.5 เท่า แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 11 - 12 เท่า ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนมีเงินสดสุทธิในงบดุลเพิ่มขึ้นอย่างมากประมาณ 30% สูงสุดในรอบ 20 ปี เช่นเดียวกัน โดยพบว่า 39% มีผลประกอบการดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และมี 6% ที่มีผลประกอบการเหนือความคาดหมาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี


เศรษฐกิจยุโรปได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วแม้จะไม่ได้กลับไปโตในระดับเดิมที่ 2 - 3% แค่โตในระดับ 1.0 - 1.5% ก็น่าจะทำให้ตลาดมีโอกาสปรับ P/E ขึ้นจากระดับปัจจุบันได้อีก มองเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นยุโรปในปัจจุบัน บริษัทยุโรปหลายแห่งมีการดำเนินธุรกิจทั่วโลกและมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่ดีมีอัตราที่เติบโตสูงกว่าในอดีตมาก มีรายได้จากตลาดต่างประเทศที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและมีการกระจายการลงทุนที่ดีกว่า ทั้งนี้ กำไรสุทธิมากว่า 50% ของบริษัทยุโรปมาจากการดำเนินธุรกิจนอกภูมิภาคยุโรปและรายได้มากกว่า 30%มาจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ การลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศยุโรปจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว


ตลาดหุ้นสหรัฐแนวโน้มยังเป็นบวก
โดย ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดการกองทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย บอกว่า ในช่วง 2 ปี ก่อน นักลงทุนกลัวความเสี่ยงเมื่อพูดถึง ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) ต่างก็เลี่ยงและมองหาโอกาสในการลงทุนใน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) แต่มาในปัจจุบันนักลงทุนมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ในปีนี้และอย่างน้อยในอีก 2 - 3 ปี ข้างหน้า การลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) ก็ยังเป็นการลงทุนที่โดดเด่นที่สุด และตลาดหุ้นพัฒนาแล้วก็เริ่มน่าสนใจขึ้นเพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้นมาไม่มาก ไม่เหมือนตลาดหุ้นเกิดใหม่โดดเฉพาะในเอเชียที่ปรับตัวขึ้นมาเร็วและแรงต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็น จุดเด่น คนละแบบใน 2 ตลาดที่แตกต่างนี้ หากมองตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาเองก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การผลิตก็มีผลิตภาพที่ดีขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานปรับตัวลงมา 8 - 10% ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ แม้ตัวเลขออกมาไม่น่าเป็นห่วงก็จริงแต่ก็ไม่ได้ดีมาก ดังนั้นนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณยังน่าจะมีการใช้ต่อไป และคาดว่าในปีนี้ยังจะไม่มีการถอนมาตรการออกแต่ประการใด


ปัจจัยบวกจากภายนอกสหรัฐเองก็คือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไม่อ่อนค่าลงไปจนต้องห่วงเรื่องของอัตราเงินเฟ้อเพราะค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ถ้าเทียบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินยูโรหรือตลาดเกิดใหม่ก็ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าอยู่ ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปตลาดเกิดใหม่เพราะจะยังคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้นั่นเอง


ปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะปรับขึ้นมาแล้วระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่แพงโดยมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 12 - 15 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านช่วงวิกฤติมาหลายวิกฤติอยู่ที่ 30 - 40 เท่า ดังนั้นตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะปรับขึ้นมาในปัจจุบันพอสมควรแต่ก็ไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับในอดีตและเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในอนาคต ในช่วงที่ผ่านมาการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการกระตุ้นผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐทำให้งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐโตขึ้นมาประมาณ 7 เท่า แต่สภาพคล่องดังกล่าวไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economic) แค่ประมาณ 30% เท่านั้น สภาพคล่องที่ท่วมอยู่ก็ช่วยให้เศรษฐกิจมีพื้น (Floor) ในระดับหนึ่ง

หุันสหรัฐถูกกว่าพันธบัตร
ธนวัฒน์ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4 - 6% ซึ่งถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐในปัจจุบันที่อายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.6 - 2.0% อายุ 2 ปี ประมาณ 0.25% ดังนั้นปัจจุบันหุ้นสหรัฐโดยเปรียบเทียบจึงยังดูถูกกว่าพันธบัตรสหรัฐค่อนข้างมาก ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนเองในช่วงที่ผ่านมาจากความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลกทำให้ลดน้ำหนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงไปค่อนข้างมาก ยังมีโอกาสจะปรับขึ้นมาได้อีกมากพอสมควรทีเดียว และหุ้นสหรัฐเองน่าจะมาถึงรอบของการลงทุนรอบใหม่ที่จะมีการขยายการลงทุนอย่างจริงจังหลังจากที่ขาดช่วงไปตั้งแต่ปี00 ก็ยังไม่เห็นการขยายการลงทุนอย่างจริงจังของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ หากเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปไหลสู่ภาคเศรษฐกิจจริง และแบงก์กลับมาปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐก็ยังมีโอกาสจะเติบโตขึ้นอีกมาก

ในแง่ของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเองหลังจากนี้แม้จะโตช้า แต่จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับความสบายใจ ความเชื่อมั่น ความกล้ารับความเสี่ยงกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง ที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมาได้ อาจจะมีการปรับฐาน P/E ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นมาใหม่เป็น 20 เท่า ในอนาคต ตลาดหุ้นก็จะได้ประโยชน์จากการปรับฐานตรงนี้ด้วยเช่นกัน จากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงก็ไม่ได้มากเหมือนช่วง 2 ปี ก่อน

ตลาดหุ้นจีนรอจังหวะทะยาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ สาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ ยอมรับว่า จีนเองไม่ได้มีประเด็นปัญหาในเรื่องพื้นฐานเศรษฐกิจแต่ประการใด รัฐเองก็มาขีดเส้นขั้นต่ำที่เศรษฐกิจจีนต้องโตอย่างน้อย 7.5% ต่อเนื่องข้างหน้า แต่ตลาดก็มองในระดับเฉลี่ยประมาณ 8.0% ดังนั้นในแง่เศรษฐกิจจีนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่นโยบายภาครัฐในการควบคุมฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะๆ และในช่วง 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา ก็ยังมีปัญหาไข้หวัดนกมากระทบบรรยากาศการลงทุนใน ระยะสั้น อีก แต่ใน ระยะกลาง-ยาว ยังมองภาพตลาดหุ้นจีนค่อนข้างดีเพียงแต่รอจังหวะทะยานบินเท่านั้นเอง แม้ไม่ใช่ตลาดพัฒนาแล้วแต่ถือเป็นตลาดที่ยังตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก


ในมุมมองของบริษัทยังแนะนำลงทุนในหุ้นจีนและเอเชียแปซิฟิก เพราะมองว่าหลังจากที่จีนได้ผู้นำคนใหม่แล้ว นโยบายทางเศรษฐกิจก็จะมีการเดินหน้ากระตุ้นการลงทุน ขณะที่ราคาหุ้นของจีนถือว่าถูกกว่าในอดีตมากมีปัจจุบันมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 8 - 9 เท่า จากค่าเฉลี่ยในอดีตย้อนหลัง 5 ปี ที่ประมาณ 11 เท่า ก็ถือว่าเป็นตลาดที่ไม่แพง ถ้าเทียบกับตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน P/E ประมาณ 15 เท่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันก็แพงกว่าตลาดหุ้นจีนประมาณ 2 เท่า แล้ว ทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสในขาขึ้น (Upside) ค่อนข้างมากเลยทีเดียว และตลาดหุ้นจีนถ้าเริ่มปรับขึ้นเมื่อไรจะขึ้นเร็วและแรงซึ่งนักลงทุนอาจจะเข้าไม่ทันก็ได้ ธีมตลาดหุ้นจีนยังเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดอื่นในช่วงที่ผ่านมา (laggard) โดยบริษัทมอง upside ของตลาดหุ้นจีนในอีก 1 ปี ข้างหน้า ไว้ประมาณ 20 - 30%


ตลาดหุ้นจีนก่อนวิกฤติเคยอยู่ระดับ 20,000 จุด ก่อนจะลงไปเหลือ 5,000 จุด ปลายๆ แล้วปัจจุบันขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 11,000 จุด บวกลบ ก็ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นมาได้อีก เพราะธีมของจีนไม่ใช่ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจที่แน่เหมือนตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ,ยุโรป หรือญี่ปุ่น แต่เพียงแต่นักลงทุนรอความมั่นใจเท่านั้น เพราะช่วงที่ผ่านมายังมีนโยบายคุมเข้มจากภาครัฐอยู่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น


ด้าน ตลาดหุ้นกลุ่มบริค (BRIC) เองนั้น ในส่วนของรัสเซียและบราซิลเป็นลักษณะของหุ้นที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ดังนั้นเศรษฐกิจโลกซบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังไม่ดีภาพรวมของทั้ง 2 ตลาดจึงยังไม่ดีนัก ในส่วนของอินเดียเองก็ยังมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินเฟ้อสูงมากดดันตลาดอยู่ จีนเองก็เป็น Laggard ที่ยังมีเรื่องของความกังวลต่อนโยบายภาครัฐที่เข้ามาเป็นระยะๆ กดดันไว้ จึงทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นกลุ่มบริคยังไม่สู้จะสดใสเท่าไร
นี่คือภาพสะท้อนมุมมองส่วนหนึ่งที่มีต่อโอกาสการลงทุนใน หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว รวมทั้ง หุ้นในกลุ่ม Laggard อย่างตลาดหุ้นจีน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนไม่มากก็น้อยหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าบวกมาต่อเนื่องหลายปีในช่วงที่ผ่านมา