วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชือดผู้ค้าก๊าซแอลพีจีตั้งนอมินีโกงรัฐ

ตำรวจยันมีหลักฐานชัดเจนเอาผิดผู้ค้าก๊าซแอลพีจี ม.7 ถึง 4 ราย ตั้งบริษัทนอมินีโกงรัฐ ลอบขายก๊าซผิดประเภทให้ปั๊มกว่า 300 แห่ง เตรียมแจ้งข้อหา

พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการงานปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่างการแจ้งข้อกล่าวหาโรงบรรจุก๊าซแอลพีจีที่ลักลอบขายก๊าซผิดประเภท ว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ทั่วประเทศ ตรวจสอบผู้กระทำผิดลักลอบค้าก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนข้ามประเภท ล่าสุดพบว่ามีผู้ค้าก๊าซมาตรา 7 หรือผู้ค้าส่งก๊าซแอลพีจีรายใหญ่ จำนวน 4 ราย ที่เข้าข่ายกระทำความผิดลักลอบขายก๊าซแอลพีจีข้ามประเภท หรือรู้เห็นเป็นใจให้โรงบรรจุก๊าซหุงต้มที่เป็นตัวแทนของบริษัทกระทำความผิด

โดยการตรวจสอบล่าสุด พบหลักฐานการกระทำความผิดของผู้ค้าก๊าซแอลพีจีมาตร 7 จำนวน 1 ราย ซึ่งได้ตั้งบริษัทนอมินี 5 ราย ตั้งโรงบรรจุก๊าซบังหน้า โดยการไปซื้อโรงบรรจุก๊าซเก่าอำพรางแต่ไม่ได้ดำเนินกิจการ จากนั้นก็ส่งรถบรรทุกก๊าซฯจากคลังแล้วตรงไปขายที่ปั้มแอลพีจีสำหรับรถยนต์ โดยใม่เข้าโรงบรรจุก๊าซฯ ในเบื้องต้นพบว่าได้มีการลักลอบขายก๊าซฯให้กับปั๊มแอลพีจีกว่า 300 แห่ง คิดเป็นปริมาณถึง 1.5 หมื่นตัน/เดือน

"ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารหลักฐานคาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะมีเอกสารที่ต้องตรวจสอบกว่า 1 แสนฉบับ จากนั้นจึงจะสามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบริษัทใด และส่งหมายเรียกให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งมีโทษเท่ากับโรงบรรจุก๊าซฯที่กระทำความผิดตามพ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะดำเนินความผิดแยกย่อยรายกระทง ถ้าลักลอบขาย 1 คันรถถือว่าเป็น 1 ครั้ง ทำผิด 100 คันรถ ก็คูณความผิดไปอีก 100 เท่า"พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าว

ส่วนการดำเนินคดีผู้กระทำผิดฐานลักลอบค้าก๊าซแอลพีจีข้ามประเภทนั้น ในวันนี้ (16 พ.ค.) ได้เรียกผู้ประกอบการโรงบรรจุก๊าซแอลพีจีครัวเรือนมารับทราบข้อกล่าวหา โดยเป็นการแจ้งข้อกล่างหาโรงบรรจุก๊าซฯเพิ่มจำนวน 30 ราย และเป็นผู้ต้องหาเก่าที่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาอีก 21 ราย รวมทั้งสิ้น 51 ราย และแจ้งข้อกล่าวหากับปั้มแอลพีจีอีก 41 ราย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 80 คน อย่างไรก็ตามมีผู้ประกอบการบางส่วนที่ยังไม่เข้ามารับทราบข้อกล่างหา ก็จะให้เวลาอีกระยะ ถ้ายังไม่เข้ามารายงานตัวก็จะออกหมายจับต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน คณะทำงานปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐาน มีความมั่นใจว่าจะสืบสาวไปเอาผิดกับผู้ค้ามาตรา 7 ทั้ง 4 รายได้ เพราะเอกสารการขนส่งมีความละเอียดมากตรวจสอบได้ชัดเจน และผู้กระทำผิดทำมานานจึงเกิดความชะล่าใจ รวมทั้งตำรวจที่เข้ามาดำเนินคดีนี้ ก็มาจากหน่วยงานตรวจสอบคดีฟอกเงิน และยึดทรัพย์คดียาเสพติด จึงมีความชำนาญในการตรวจสอบหลักฐานทางการเงินสูงมาก

"ผู้ค้ามาตรา 7 ที่ทำผิดไม่เพียงแต่จะมีโทษเท่ากับโรงบรรจุก๊าซฯแล้ว ยังมีความผิดเพิ่มในข้อหาอาญาความผิดฐานฉ้อโกง ที่เป็นการฉ้อโกงรัฐในการหลบเลี่ยงส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันาเชื้อเพลิง มีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามโทษฐานฉ้อโกงนี้ หากผู้กระทำผิดนำเงินมาคืนรัฐ ก็ไม่ต้องรับโทษนี้ แต่ยังคงต้องรับโทษ ตามพ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ฯ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอยู่"พ.ต.อ.อุเทน กล่าว