น้ำลดตอผุด!แบงก์เผยเอสเอ็มอีเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน เหตุป้องกันความเสี่ยงค่าเงินน้อยแค่ 5% ผวาผลกระทบทางอ้อมต่อคู่ค้าในประเทศ
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าในปัจจุบันลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีการซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในสัดส่วนที่น้อย หรือคิดเป็น 5% ของธุรกรรมการค้าการส่งออกในพอร์ตเอสเอ็มอีที่มีกว่า 4 แสนล้านบาท
แม้ช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือประมาณ 3.9% และคาดการณ์สิ้นปีนี้เงินบาทจะยังมีความผันผวนระหว่างปี และอาจเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ในปลายปีนี้
"สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงที่น้อย ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน และยอมที่จะชะลอการทำธุรกรรมหรือรับคำสั่งซื้อหากค่าเงินแข็งค่าจนกระทบกับต้นทุน"
ทั้งนี้ ธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีประมาณ 4.9 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออกเป็นหลักมีประมาณ 20% ได้รับผลกระทบในการแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับข้าว อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และไม้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งธนาคารมีลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวจำนวน 459 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อ 9,181 ล้านบาท หรือ 2.0% ของลูกค้าเอสเอ็มอีทั้งหมด
หวั่นกระทบทางอ้อมผู้ขายสินค้า
นายพัชร กล่าวว่ากลุ่มที่น่าเป็นห่วงจากผลกระทบค่าเงินบาททางอ้อม คือ ผู้ขายสินค้าให้กับผู้ส่งออก เนื่องจากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวลงอาจทำให้กำลังซื้อลดลงไปด้วย และอาจถูกบีบเรื่องราคาขายให้ลดต่ำลงไปด้วย โดยธนาคารอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ลูกค้ากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด
ในกรณีเลวร้ายธนาคารคาดว่า หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมเสี่ยงและได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทจะส่งผลให้ยอดหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของธนาคารเพิ่มขึ้นจาก 3.19% ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เป็น 3.37% ณ สิ้นปีนี้ แต่ทั้งนี้ธนาคารจะมีการเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลในปีนี้ จะอยู่ตามเป้าหมาย คือ 3.05% ซึ่งเป็นระดับที่ธนาคารยังรับได้
ธปท.จี้แบงก์เตรียมวงเงิน
ด้าน นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอให้ธนาคารเตรียมวงเงินสำหรับประกันความเสี่ยงให้กับลูกค้า แต่ยอมรับที่ผ่านมาลูกค้าที่ซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนยังมีไม่มากนัก หรือประมาณ 5% เท่านั้น
ขณะที่พอร์ตเอสเอ็มอีของธนาคารอยู่ในกลุ่มส่งออกไม่มากนัก ซึ่งลูกค้าป้องกันความเสี่ยงไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากธุรกรรมที่ทำอยู่มีขนาดไม่มากนัก หากเทียบกับลูกค้ารายใหญ่ และไม่คุ้มค่าที่จะเข้าไปป้องกันความเสี่ยงที่มีความวุ่นวายซับซ้อน
"ธปท.ขอให้เราเตรียมวงเงินไว้ให้และจัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการ แต่ลูกค้ายังมองว่าการป้องกันความเสี่ยงมีความวุ่นวาย ต้องจองฟอร์เวิร์ด ต้องอันวายด์ ซึ่งไม่คุ้ม ที่ผ่านมาผลกระทบจากการแข็งค่าก็ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรลดลง และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่เฉพาะจุดมากกว่าโดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทการ์เมนท์หรืออัญมณี ตอนนี้ก็รอว่าภาครัฐจะออกมาตรการอะไรมา หากออกเป็นรายอุตสาหกรรมก็อาจจะดีกว่า"
ไทยพาณิชย์เผยผู้นำเข้าแห่ซื้อฟอร์เวิร์ด
ส่วน นางสุธารทิพย์ พิสิฐบัณฑูรย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารมีการเตรียมวงเงินให้ลูกค้าเอสเอ็มอี ในการทำสัญญาซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า "Forward Contract" ในวงเงิน สูงสุด 100-150 ล้านบาท ขึ้นกับระยะเวลาการทำสัญญาและ ตามความจำเป็นโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารพบว่า เมื่อค่าเงินลูกค้าเดิมที่มีการป้องกันความเสี่ยงอยู่แล้ว จะมีความต้องการใช้วงเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50%
ในส่วนของลูกค้าใหม่ที่ธนาคารได้สอบถามความต้องการลูกค้าไปประมาณ 1,000 ราย พบว่า มีลูกค้าตอบกลับมาเพื่อขอใช้วงเงินประมาณ 10% หรือ 100 รายคิดเป็นวงเงินประมาณ 2,300 ล้านบาท
"ตัวเลข 2,300 ล้านบาท เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นของยอดคงค้าง และปัจจุบันยังมีลูกค้า ขอเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงนี้ทางผู้นำเข้าเริ่มเข้ามาทำการจองวงเงินฟอร์เวิร์ดมากขึ้น หลังจากคาดว่าค่าเงินบาทอาจจะอ่อนตัวลงได้ในอนาคต"
ก่อนหน้านี้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มลูกค้าส่งออกธนาคารกรุงไทย แทบจะไม่มีใครไม่ทำประกันความเสี่ยงหรือเฮดจิ้งเลย โดยทำกัน 100% เพียงแต่ระยะเวลาในการทำอาจแตกต่างกันไปบ้าง โดยบางรายทำ 1 เดือน บางรายก็ทำตั้งแต่ 3-6 เดือน หรือบางรายอาจทำเป็นปีเลย









