ค้าปลีกกลางเมือง เซ็นทรัลเวิลด์-สยามพารากอน-เกษร อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4 พันล้าน แห่ยกเครื่อง-ขยายพื้นที่ขาย ดึงต่างชาติช้อปไทย-สกัดไทยไปนอก
ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองไทยสูงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นหนึ่งในกำลังซื้อหลักของธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านใจกลางเมือง ต่างมุ่งพัฒนาสินค้า-บริการ ปรับปรุงธุรกิจ ขยายพื้นที่ขาย รวมทั้งมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลารับ "อำนาจซื้อ" จากบรรดานักท่องเที่ยวระดับห้าดาวเหล่านี้ จะเห็นว่านับจากแยกปทุมวัน-ราชประสงค์-เพลินจิต ต่อเนื่องไปบนถนนสุขุมวิทจรด “ดิ เอ็มโพเรี่ยม” กำลังถูกพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการชอปปิงของภูมิภาคเอเชีย เทียบได้กับย่านชอปปิงระดับโลก อย่าง ฌองเอลิเซ่ และเพลส เวนโดม แห่งฝรั่งเศส ฟิฟอเวนิว ในมหานครนิวยอร์ก ชินจูกุ และกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งออร์ชาร์ด โรด สิงคโปร์ การางอัดฉีดเม็ดเงิน ปรับปรุงธุรกิจ ขยายพื้นที่ขาย และมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหารเครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เซ็นทรัล เฟสติวัล และเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายด้านการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นจากเดิมเน้นใช้จ่ายหลักด้านโรงแรม ร้านอาหาร เป็นผลจากกลยุทธ์การทำตลาดรอบด้านทั้งกิจกรรมด้านการชอปปิงเจาะตรงกลุ่มนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันนโยบายการพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ค้าปลีกศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะย่านใจกลางเมืองมุ่งเจาะตรงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น
ทั้งนี้บริษัทจัดสรรงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทปรับปรุงเซ็นทรัลเวิลด์ครั้งใหญ่ในรอบ 7-8 ปี ขยายพื้นที่บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานพร้อมทำทางเชื่อมต่อจากสกายวอร์คเข้ามายังโครงการส่วนต่อขยาย 2 ชั้น ที่จะมีร้านค้ากว่า 50 ร้านค้าเปิดบริการเน้นกลุ่มแฟชั่น และร้านอาหารจากต่างประเทศ
"เป็นยูนีคเรสเตอรองส์ที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันในย่านนี้เป็นอะไรที่แปลกใหม่รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าคนรุ่นใหม่ นิยมกินดื่มช้อป รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หาสถานที่พักผ่อน ดินเนอร์ช่วงกลางคืน"
เช่นเดียวกับศูนย์การค้าคู่แข่งสยามพารากอน แหล่งข่าวกล่าวว่า อยู่ระหว่างปรับปรุงพื้นที่ขาย สินค้าและบริการ ทั้งในส่วนของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ครั้งใหญ่ คาดใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ธุรกิจค้าปลีกย่านใจกลางเมืองเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการแต่ละรายมีการปรับพื้นที่ขายตลอดเวลาเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแปลกใหม่ดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมใช้เวลาหลังเลิกงานในศูนย์การค้าก่อนกลับบ้าน
"สยามพารากอนเปิดมา 7-8 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ทยอยปรับส่วนของแฟชั่นไปค่อนข้างมาก จะมีการปรับโซนซูเปอร์มาร์เก็ต กรูเมต์ มาร์เก็ต ฟู้ดฮอลล์ กว่า 2 หมื่นตร.ม.ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการอย่างหนาแน่น จะมีร้านใหม่ๆ ไม่ต่ำกว่า 30% เข้ามาบริการเพิ่ม"
ดึงคนไทยช้อปในประเทศ
นายชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการ "เซ็นทรัล เอ็มบาสซี" บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีกหลากหลายประเภท กล่าวว่า ต้องการให้กลุ่มคนไทยชอปปิงในประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าได้มีการพัฒนาธุรกิจ สินค้าและบริการกล่าวได้ว่า ไม่แพ้ต่างประเทศ โดยเฉพาะย่านชอปปิงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย เป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดลูกค้า
ขณะที่โครงการ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มุ่งรองรับลูกค้าเป้าหมายกลุ่ม "New Asia Luxury" ทั้งจากจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ติดอันดับประเทศที่มีการจับจ่ายสูงสุด เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง หากสามารถดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาจับจ่ายในไทย จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ทั้งในตลาดค้าปลีกและอุตสาหกรรมข้างเคียง อาทิ โรงแรม อาหารและเครื่องดื่ม ขยายตัวสูง
ไทยช้อปปลอดภาษีพุ่ง
รายงานของ โกลบอล บลู (Global Blue) บริษัทชั้นนำด้านร้านค้าปลอดภาษี พบว่าการจับจ่ายสินค้าปลอดภาษีทั่วโลกในไตรมาสแรกปี 2556 นี้ นำโดยกลุ่มกำลังซื้อหลักจากทวีปเอเชีย อาทิ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย น่าจับตามองมากที่สุด เพราะมีอัตราการซื้อสินค้าปลอดภาษีเพิ่มขึ้น 38% เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีการจับจ่ายสินค้าหรูหราในประเทศชั้นนำของทวีปยุโรป อาทิ ปารีส และประเทศอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางการจับจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
จะเห็นว่า "คนรุ่นใหม่" เริ่มใช้จ่ายในด้านการท่องเที่ยวกว้างขึ้น และ แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เริ่มมีกำลังซื้อมากพอ ได้แก่ "ecession Resistance" กลุ่มลูกค้าเอเชียระดับ A+ ซึ่งโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน "New Sophisticates" กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการศึกษาสูง กระตือรือร้น เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เป็นเอกเทศทางความคิด มักจะเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย "Young Guns" เป็นกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ในเอเชียที่อายุอยู่ ระหว่าง 20 - 40 ปี แต่เป็นกลุ่มลูกค้าเกรดเอ เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ อายุ 25 - 44 ปี หรือกลุ่มเจอเนอเรชันที่ 3 ลูกหลานรุ่นใหม่ ของครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลทางการเงิน
จี้รัฐหนุนโปรโมทชอปปิงคู่ท่องเที่ยว
นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 24 ล้านคน จาก 22 ล้านคนในปีที่ผ่านมา รัฐจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนแนวทางต่างๆ ที่จะกระตุ้นยอดการใช้จ่ายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
ตัวเลขจาก ASEAN WATCH พบว่า ขณะนี้ค่าเฉลี่ยยอดจับจ่ายชอปปิงของนักท่องเที่ยวต่างประเทศของประเทศไทยยังน้อยกว่า "มาเลเซีย" 2 เท่า และน้อยกว่า "สิงคโปร์" ถึง 4 เท่า ทั้งที่ไทยเป็นสวรรค์แห่งการชอปปิงของเอเชีย
"อยากให้รัฐทบทวนนโยบายทางด้านภาษี ลดภาษีสินค้านำเข้าทุกรายการเหลือ 0% นักท่องเที่ยวสามารถยื่นขอคืนภาษี (แท็กรีฟันด์) ณ จุดขายได้ทันที จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางหรือฮับแห่งการชอปปิงในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัว" บุษบากล่าว
ต่อจิ๊กซอว์กรุงเทพฯ ชอปปิงสตรีท
แหล่งข่าวจาก บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเกษร กล่าวว่า เกษรได้ใช้งบกว่า 1,000 ล้านบาทในการปรับภาพลักษณ์สู่โฉมใหม่ “เกษร เดอะ เฮาส์ ออฟ ลักซ์ ในคอนเซ็ปต์ร้านต้นแบบ หรือ “ลาเมซง” (La Maison) ตามตำแหน่งทางการตลาดใหม่เน้นให้เกษรมีบุคลิกอบอุ่นและเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมจุดเด่นสร้าง “สตรีทฟรอนท์ มัลติเพิล แฟลกชิพ คอนเซ็ปต์ส” 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ตร.ม. นำโดยกลุ่ม LVMH อาทิ หลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ พร้อมกลุ่มแบรนด์เนมอื่น เช่น เบอร์เบอรี่ ซาลวาทอเร่ เฟอรากาโม่ เป็นไป
ตามนโยบายและแนวทางพัฒนาธุรกิจของเกษร มองภาพความเป็น “ซิตี้ เซ็นเตอร์” ของกรุงเทพฯ ที่ต้องเร่งพัฒนาให้ทันเมืองใหญ่ระดับโลก ผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นชอปปิงสตรีทแห่งภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นที่ของเกษรที่มีจำกัด ขณะที่ความต้องการในตลาดมีมากขึ้น ปริมาณนักท่องเที่ยวเติบโตสูง ยิ่งเปิดเออีซี ทำให้นักท่องเที่ยวขยายตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เกษรตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่บนที่ดินขนาด 6 ไร่ เป็นส่วนต่อขยาย เชื่อมอาคารศูนย์การค้าเกษรในปัจจุบันบริเวณด้านข้าง ในรูปแบบ “รีเทล ออฟฟิสบิวดิ้ง” เป็นอาคารสูง 30 ชั้น พื้นที่รวม 7 หมื่นตร.ม. ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก คาดลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในปี 2557 ใช้เวลา 3 ปีครึ่งแล้วเสร็จ
การพัฒนา “เกษร 2” ตอบโจทย์ความเป็นเมือง หรือ Urbanization ซึ่งพบว่า เทรนด์ทั่วโลกของการพัฒนาเมืองจะมุ่งโครงการ “มิกซ์ยูส” ผสมผสานระหว่างพื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม รวมทั้งระบบคมนาคมขนส่ง รองรับประชากรผู้อยู่อาศัยในเมืองที่มีจำนวนและความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง









