วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'โอดคลังแบไต๋4มาตรการอุ้มบาท

"ประสาร"ยอมรับคุย"กิตติรัตน์" 2 รอบไม่คืบ ยอมรับเห็นต่างดอกเบี้ย โอดคลังแบไต๋ 4 มาตรการสกัดบาทแข็ง

ความขัดแย้งในการดำเนินนโยบายระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการใช้ดอกเบี้ยแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า โดย ธปท.ยังยืนจุดยืนเดิมในนโยบายและพร้อมออกมาตรการอื่นดูแล

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เงินบาทที่เคลื่อนไหวปรับตัวแข็งค่าว่า เงินบาทจะมีผลกระทบต่อเมื่ออ่อนหรือแข็งเร็วเกินไป และกระทบเฉพาะกลุ่มไม่ใช่คนทั้งประเทศ ในทางกลับกันบาทแข็งค่า ก็มีประโยชน์ ราคานำเข้าพลังงานลดลง และอำนาจซื้อของประชาชนก็เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับชาวโลก ซึ่งแตกต่างกับเมื่อปี 2541 ที่กำลังซื้อของคนไทยทั้งชาติหล่นหมด อำนาจซื้อ ความมั่งคั่งทั้งประเทศลดลงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะจีดีพีของประเทศที่เป็นเงินบาทแปลงเป็นดอลลาร์ลดลงมาก แต่เวลานี้กำลังซื้อของประเทศในเวทีโลกมันมั่งคั่งขึ้นทั้งประเทศ

สิ่งที่ ธปท.ศึกษาคือส่งออกจะดีหรือไม่ตัวที่มีบทบาทมากคือความเข้มแข็งของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ถ้าดีการส่งออกจะโต แม้ว่าบาทจะแข็ง อย่างปีที่ตนเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2553 เงินบาทแข็งไปถึง 10% จากระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ ตอนนั้นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น แต่การส่งออกยังขยายตัวได้ การส่งออกของไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ 3 แห่ง ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นถึง 70% ขณะที่กำลังซื้อของประเทศเหล่านี้ดีมาก แต่ยอมรับว่าปีนี้คู่ค้าบางส่วนกำลังซื้ออ่อนลง

ยันดอกเบี้ย2.75%เหมาะดูแลเศรษฐกิจ

"ยืนยันว่าดอกเบี้ยที่ 2.75% ไม่ทำร้ายใคร แต่อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะมีส่วนบ้าง แต่ทำไมมองเป็นเรื่องใหญ่ ผมมองไม่ออก โดยหลักการในการดูแลเรื่องนี้มี 3 ตัวใหญ่ ดอกเบี้ยเป็นหนึ่ง ที่เหลือคืออัตราแลกเปลี่ยน และการบริการจัดการเงินทุน ช่วง 12-13 ปีที่ผ่านมา เราวางน้ำหนักว่า เอาดอกเบี้ย พยายามดูดุลยภาพในประเทศ ถ้าเศรษฐกิจประเทศไม่ดี ไม่โตตามศักยภาพ ดอกเบี้ยต้องผ่อน แต่ถ้าโต ก็อย่าผ่อนจนเกิดเงินเฟ้อ แล้ววางอัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น เพื่อวางดุลยภาพระหว่างเรากับต่างประเทศ"

ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุน ปล่อยให้เคลื่อนเสรี เพราะประเทศยังต้องการเงินทุน แต่ในสภาพความเป็นจริง สามารถผสมผสานเข้ากันได้ ถ้าสหรัฐ หรือญี่ปุ่น หันมาปั๊มเงินแบบนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่สามารถปล่อยให้สุดขั้วได้ เราจึงหันมาปรับอีก 2 ขั้วได้ ทีนี้ดอกเบี้ยทำหน้าที่สำคัญคือ ดูแลดุลยภาพในประเทศ ต้องยอมรับว่าความต้องการในประเทศค่อนข้างจะเข้มแข็งมาก จากการขยายตัวของสินเชื่อโตถึง 10 % สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หนี้ครัวเรือนกระโดดขึ้นมาเกือบ 80% ของจีดีพี

คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะระวังเรื่องนี้มาก จนกระทั่งปัจจัยเหล่านี้อ่อนลง จึงจะเป็นตัวปรับตัวหนึ่ง ไม่งั้นต้องมาอาศัยการควบคุมเงิน มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก แต่มีจุดอ่อนของมันคือ การออกแบบมาใช้จะยากกว่าอีก 2 ตัว และบางตัวทำจะมีผลทางจิตวิทยาในตลาดการเงิน ต้องระวังรอบคอบ

นายประสาร ย้ำว่าการใช้ดอกเบี้ยเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งคือ ดูแลเสถียรภาพในประเทศ ถ้าจะหันมาใช้เพื่อดูแล 2 วัตถุประสงค์ ทำไม่ได้ แล้วจะเสีย เดิมวาง ดอกเบี้ยให้ดูแลเสถียรภาพในประเทศ และวางอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นเป็นตัวดูแลระหว่างประเทศ แต่บทเรียนช่วงสงกรานต์ที่เงินบาทแข็งไปชนขอบ แล้วมีเรื่องเตือนใจว่า นักลงทุนที่เข้ามาอาจจะไม่รู้ว่าชนขอบแล้ว เราก็บอกแนวทางเตือน ที่ให้สัมภาษณ์ว่าเงินบาทแข็งเกินพื้นฐาน ไม่ใช่ว่าพูดไม่มีความหมายอะไร เขาก็ต้องระวัง อย่าหวังว่าจะแข็งกว่านี้ แต่กลุ่มหนึ่ง ถึงอย่างไรก็เข้ามาเพราะรู้ว่าเศรษฐกิจเข้มแข็ง เอาเงินไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะที่รัฐบาลประกาศว่าจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจจะโต 5% เจ้าของเงินก็ยิ่งสบาย เอื้อให้เขาเอาเงินมาลงทุน การใช้อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะมีข้อจำกัด จึงหันมาดูเรื่องควบคุมเงิน

โอด 4 มาตรการ"ไพ่ถูกแบไต๋"

สำหรับมาตรการที่เสนอไปบางอันต้องขอกระทรวงการคลัง มาตรการทั้ง 4 อันนี้ ความจริงเราตั้งใจเหมือนไพ่ ในมือ ที่กะวางในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้ตั้งใจแบไพ่ออกมา เพราะพอแบออกมา ทุกคนมองไปที่มาตรการเข้ม ทั้งที่จริงบางจังหวะไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเข้ม เมื่อเราออกไพ่แรก คนจะเกรงว่าไพ่ที่เหลือจะมีอะไร แต่พอเราเปิดหมด เขาก็จะมองไพ่ใบสุดท้ายแทน

การปรับลดดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ เวียดนาม ออสเตรเลีย มีเหตุผลเฉพาะของแต่ละประเทศ ขณะที่มาเลเซียกลับคงดอกเบี้ย ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งมา ทำให้ค่าเงินริงกิตแข็งค่ามากกว่าเงินบาท แต่จะไม่เป็นแรงกดดันต่อการตัดสินใจในการประชุม กนง.ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะสามารถอธิบายได้ในเชิงที่เศรษฐกิจเหล่านั้นชะลอตัวลง จะเข้ากรอบของ กนง.ที่จะใช้การตัดสินใจจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยในโอกาสข้างหน้าว่า จะโตตามศักยภาพหรือไม่ พิจารณาตัดสินใจในแนวทางที่เหมาะสม เชื่อถือและอธิบายได้
ไม่การันตี กนง.ร่วมประชุมวันนี้ทุกคน

"ส่วนการนัดหมายวันนี้ (13 พ.ค.) คงตอบไม่ได้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไปทุกคนหรือไม่ เพราะตอนแรกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิปฏิเสธว่า"ไม่ไป" แต่เห็นติดต่อกัน ก็ไม่แน่ใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจแต่ละท่านเอง มีมาถามผมว่าจะเป็นอะไรมั้ย ก็จะให้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่กรรมการท่านระวัง เพราะไม่อยากให้ภาพออกมาว่าถูกกดดันทางการเมือง ผมมองว่ารัฐบาลต้องการให้ภาพดูดี"นายประสาร กล่าว

เปิดใจคุย"กิตติรัตน์" 2 รอบไม่คืบ

นายประสาร ยอมรับว่าได้หารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึง 2 ครั้ง แต่พอคุยกันเรื่องดอกเบี้ยกับเงินบาทความเห็นไม่ตรงกัน การรับประทานอาหารครั้งหลัง เป็นเรื่องต่อเนื่องจากที่คุยที่อินเดีย ช่วงที่ไปประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารเอเชีย มีโอกาสเจอนายกิตติรัตน์ เลยขอเวลาพบ เพื่อหารือมาตรการต่างๆ ท่านก็ถามว่าจะกลับไทยเมื่อไหร่ แล้วค่อยคุยกันต่อ จึงเป็นที่มาของการทานข้าวร่วมกัน

"ครึ่งชั่วโมงแรกก็คุยกันไปด้วยดี เพราะคุยเรื่องกีฬา แต่หลังๆพอคุยเรื่องนโยบาย บรรยากาศตึงเครียดขึ้น เพราะยังมีปมเรื่องดอกเบี้ย ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังอยากเห็นดอกเบี้ยนโยบายลดลง 1%" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

"ประสาร"แจงเหตุออกแถลงการณ์

นายประสาร ย้ำว่าถ้าเจอเหตุการณ์ที่หาทางออกไม่ได้อยู่ต่อไปแล้ว จะเกิดความเสียหายต่อประเทศ เมื่อนั้นก็ต้อง"ตัดสินใจ" แต่ความจริงโดยรวมเศรษฐกิจเรายังมีดุลยภาพแต่ละด้านดีพอสมควร

ส่วนแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้นานแล้ว แต่เห็นว่าหากออกมาก่อนหน้านี้อาจจะเป็นการเผชิญหน้าเลยยังไม่ได้ทำอะไร พอสักพักเห็นว่ายังมีความไม่เข้าใจเรื่องผลการดำเนินงานของแบงก์ชาติ เลยคิดว่าน่าจะชี้แจงสักที ที่จริงในทางงบดุลของแบงก์ชาติ คนทั่วไปในตลาดเงินเขาไม่ดู เพราะเป็นสถาบันที่สร้างเงินได้

ส่วนผลการดำเนินงานที่ออกมาว่าขาดทุนเกิดจาก 2 ส่วนคือ ดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าดอกเบี้ยรับที่ยังห่างกัน 1% อีกส่วนเป็นการตีมูลค่าทางบัญชี เพราะอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะค่อยๆ ลดลง เพราะทุกปีเราต้องสร้างเงินเข้าไปในระบบ 8% ตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะเป็นตัวสร้างรายได้ให้กับแบงก์ชาติ เพราะมีฐานเงินในระบบอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ที่เป็นตัวฐานเงิน

ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายยังสูงกว่า 1-2% เป็นอัตราเพิ่มของรายจ่าย ปัจจุบันมีประมาณ 4 ล้านล้านบาท จากการออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง ต้องใช้เวลาที่จะสมดุล เพราะอัตราการเพิ่มรายได้จะโตปีละ 8% ขณะที่ฐานรายจ่ายโตประมาณ 1-2% หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้น ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ภาวะสมดุลจะเร็วขึ้นด้วย

ส่วนการตีมูลค่าทางบัญชีที่เยอะเพราะมีค่าเงินเยน อยู่ด้วย และค่าเงินเยนอ่อนลงถึง 20% แต่ค่าเงินมันมีขึ้นลง สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ เยน ทองคำ อยู่ครบหมด เป็นแค่ทางบัญชีเท่านั้น เจ้าหนี้แบงก์ชาติคือคนถือพันธบัตรเองไม่เคยตั้งข้อสงสัยว่าวันไหนที่ธนาคารกลางจะไม่สามารถชำระหนี้ได้