ภาคเอกชนยืนยันแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า แบงก์ชาติต้องลดดอกเบี้ย 1% ชี้ลดแค่ 0.25% ไม่ได้ช่วยอะไร
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำหรับการเข้าหารือรอบพิเศษกับ นายกิตตรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ภาคเอกชนยังคงมาตรการเดิมที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตีรี โดยเฉพาะให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ซึ่งถ้าน้อยกว่านั้น หรือ ลดลง 0.25% ก็จะไม่ช่วยอะไร
"ยังยืนยันข้อเสนอเดิมแต่แค่ต้องการให้ทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.ทำแบบผสมผสานกันและดำเนินการจริงๆ ไม่ต้องการให้เกี่ยงกันแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งส่วนใดที่กระทรวงการคลังทำได้ก็ทำ และ ธปท.ดำเนินการได้ก็ดำเนินการเลย ส่วนภาคเอกชนยังยืนยันข้อเสนอเดิมซึ่งที่จะเข้าพบวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ ต้องการบอกกับ กนง.เรื่องมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1%"
ขณะที่อีก 4 ข้อเสนอของภาคเอกชน ประกอบด้วย 1. เสนอให้มีการบริหารจัดการอัตราและเปลี่ยนแบบภาวะวิกฤต 2. เปลี่ยนนโยบาย Inflation Targeting หรือเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นนโยบายดูแลผสมผสาน Exchange Rate ด้วย เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 3. ใช้นโยบายควบคุมทางการเงินว่าจะต้องห้ามนำเงินลงทุนออกไปจากประเทศไทยเป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 3 เดือน และถ้าหากยังไม่สามารถบรรเทาความผันผวนของค่าเงินได้จึงค่อยๆปรับเพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้นเป็น 6 เดือน และ 4.ปรับปรุงนโยบายการออกพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ นายวัลลภ ยังกล่าวถึง 4 มาตรการของทาง ธปท. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ระบุว่าหลายมาตรการเป็นสิ่งที่ ธปท.ดำเนินการอยู่ก่อนแล้วก็ถือว่าเพียงพอ ยกเว้นข้อ 4 คือกรณีที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบังคับไม่ให้ได้รับผลตอบแทนทางบวกขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วยซึ่งไม่เคยมีประเทศใดใช้มาตรการนี้เช่นกัน ส่วน การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทนก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการแก้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม 4 มาตรการที่ ธปท. เสนอใช้แก้ปัญหาค่าเงินบาทผันผวนจากระดับธรรมดาถึงเข้มงวดประกอบด้วย 1.การกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตรของ ธปท. 2.การออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังให้กำหนดระยะเวลาการถือครองเช่น3 เดือนหรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร 3.การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน และ 4.กรณีที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบังคับไม่ให้ได้รับผลตอบแทนทางบวกขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วย ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกเคยใช้มาตรการนี้









