วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ห่วงรายจ่ายแฝงนอกงบกระทบ2ล้านล้าน

ผู้ว่าการธปท.แจง กมธ. กังวลรายจ่ายแฝงนอกงบประมาณ กระทบกู้ 2 ล้านล้านบาท ตลาดห่วงรัฐบาลขาดวินัยการเงินการคลัง ทำดอกเบี้ยระยะยาวขยับ

วานนี้ (9 พ.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศพ.ศ. ... หรือที่เรียกกันว่าพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยกรรมาธิการได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าชี้แจงผลต่อเศรษฐกิจในการกู้เงินครั้งนี้

นายประสาร ชี้แจงต่อกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในช่วงแรกของการประชุม โดยระบุว่าการกู้เงินสำหรับโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ได้มีการกระจายการกู้เงินในประเทศตามแผนของรัฐบาล เฉลี่ยประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี โดยในปี 2556นี้ เงินกู้ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในช่วงไตรมาส 4 โดยจะส่งผลให้จีดีพีของประเทศขยายตัว 5.1% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7% การลงทุนในช่วงแรก จะส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก

จากนั้นในปี 2557 วงเงินลงทุนยังไม่สูงมากนัก ทำให้ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศเติบโต 5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7 % เมื่อรัฐบาลมีรายได้จากการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้มีเงินชำระหนี้ อาจทำให้ภาระหนี้สาธารณะเป็นไปตามที่วางกรอบไว้

แต่ ธปท. ยังกังวลรายจ่ายแอบแฝงนอกงบประมาณ เช่น ระบบประกันสุขภาพ ประกันสังคม และการใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐช่วยเหลือเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลต้องชดเชย อาจมีภาระดังกล่าวเพิ่มเติม จนกระทบต่อฐานะทางการคลัง จึงต้องบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพ
ชี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 5 %

สำหรับข้อกังวลของฝ่ายค้าน จากนายกรณ์ จาติกวณิช รองประธานกรรมาธิการคนที่ 4 ว่า อัตราดอกเบี้ยในช่วง 50 ปีข้างหน้า อาจทำให้มีภาระดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มนับล้านล้านบาท จากการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนทำให้มีภาระเงินต้นและดอกเบี้ยมากกว่า 5 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นจาก 5 %เพิ่มเป็น 8-10 %นั้น การกู้เงินในประเทศในโครงการลงทุน 2 ล้านบาท ได้คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยให้อยู่ประมาณ 5% เป็นการอ้างอิงจากการขายพันธบัตรให้กับกลุ่มบริษัทประกัน ด้วยอายุพันธบัตร 48 ปี จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 4.27% เพราะบริษัทประกันมีความจำเป็นต้องถือกรมธรรม์ระยะยาว ทาง ธปท.จึงเห็นด้วยกับแนวทางการดูแลอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยให้อยู่ 5% ในระยะยาว เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

เมื่อกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวแล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วงจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย แต่หากในระยะยาว เมื่อตลาดมีความกังวลว่ารัฐบาลขาดวินัยการเงินการคลัง อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต แต่การออกพันธบัตรทั้งของ ธปท. และพันธบัตรของกระทรวงการคลัง ได้มีการประสานงานกันตลอดเวลา เพื่อไม่ให้มีการแย่งตลาด และช่วยกันดูแลสภาพคล่องในระบบ

ย้ำดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ

ผู้ว่าการ ธปท. ได้ย้ำว่า การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อต้องการดูแลดุลยภาพเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดูแลโดยคณะกรรมการ กนง. ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นแบบข้ามคืน จึงเป็นคนละส่วนกับดอกเบี้ยระยะยาว 3-5 ปี เพื่อการออกพันธบัตร และเมื่อลดดอกเบี้ยระยะสั้นลง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลงตามไปด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจมีความร้อนแรง เมื่อตัดสินใจลดดอกเบี้ยระยะสั้น กลับทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้น เพราะมีปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ

แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดและนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น หัวใจสำคัญคือ การดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ส่วนผลกำไรขาดทุนในงบดุลของธนาคารกลาง ตลาดจะไม่คำนึงในเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะในทุกประเทศต่างขาดทุนเหมือนกัน แต่อยู่ที่ว่าสามารถดูค่าเงินให้มีเสถียรภาพ และย้ำว่า ธปท. จะทยอยนำ 4 มาตรการที่เตรียมไว้มาใช้ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวน

กมธ.ฝ่ายค้านจี้ลดงบค่าที่ปรึกษา

นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธานคนที่ 4 ,นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกฯ พร้อมกมธ.เสียงข้างน้อย ได้ออกมาติติงรัฐบาลในการกู้เงินครั้งนี้ โดยนายกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องมีการกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาท แต่ดูภาพรวมถือว่าการลงทุน นั้นเป็นประโยชน์ แต่ยังขาดความชัดเจนในหลายโครงการ และบางโครงการยังไม่มีการพิจารณาความคุ้มค่า และในการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่

ขณะที่นายสามารถ กล่าวว่า ในการพิจารณาขณะนี้เริ่มลงในรายละเอียด เรื่องค่าที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งที่ปรึกษาโครงการ เช่น ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ และค่าจ้างที่ปรึกษาจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นเงินค่าจ้างที่ปรึกษาถึง 4.3 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงมาก เป็นของรถไฟความเร็วสูง 1.43 หมื่นล้านบาท หรือ 2.47 % และโครงการรถไฟทางคู่ มีค่าจ้างที่ปรึกษา 3.91 % ของค่าก่อสร้าง ซึ่งสูงกว่ารถไฟความเร็วสูงถึง 1.2 % ทั้งที่รถไฟทางคู่ใช้เทคโนโลยีธรรมดาและใช้คนไทยทั้งหมดได้ โดยการชี้แจงของหน่วยงาน ที่ชี้แจงว่าเป็นการคิดจ้างของบริษัทที่ปรึกษาที่หวังจะได้งาน ซึ่งเราจะมีการต่อรองให้ลดลงเพื่อประหยัดงบประมาณ

วุ่นตกลงตั้งที่ปรึกษากมธ.ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมกมธ.ช่วงที่มี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณาโครงการรถไฟรางคู่ ลพบุรี - ปากน้ำโพ ทางกรรมาธิการได้ซักถามผู้ว่าการรถไฟถึงจุดประสงค์ในการทำโครงการนี้ รวมถึงปัญหาอุปสรรค

ทั้งนี้ระหว่างการพิจารณากรรมาธิการฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าตอนนี้เหมือนเป็นการสนทนาธรรม แต่เมื่อจะเข้ารายละเอียดกันแล้ว น่าจะพิจารณาเรื่องที่ปรึกษากรรมาธิการให้แล้วเสร็จ และเรื่องนี้ได้หารือทั้งในและนอกรอบมาหลายครั้ง และเบื้องต้นได้ขอให้มีที่ปรึกษา 5 คน แต่จากการคุยนอกรอบก็ยอมลดเหลือ 3 คน แต่ฝั่งพรรคเพื่อไทย ยอมให้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้ยังคงถกเถียงกันอยู่ ทั้งนี้เมื่อหาข้อตกลงไม่ได้ นายวรวัจน์ จึงบอกว่าตนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะนายวราเทพ รองประธานกรรมาธิการ เป็นผู้เจรจา จึงจะรอให้นายวราเทพร่วมประชุมด้วยและพูดคุยอีกครั้ง

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ทักท้วง เรื่องเอกสารรายละเอียดของหน่วยงานที่เคยขอไป แต่ก็ยังไม่ได้รับ ทำให้ประธานที่ประชุมย้ำกับหน่วยงานต่างๆให้นำเอกสารมาให้ตามที่ขอจากนั้นจึงปิดประชุม