วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดทุนหนุนมาตรการรัฐ สกัด'เงินร้อน'

ผ่ามุมมองแวดวงตลาดเงินตลาดทุน เกี่ยวกับ 4 มาตรการ ดูแลค่าเงินบาทของธปท.พบเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการห้ามต่างชาติถือพันธบัตรระยะสั้น

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เสนอ 4 มาตรการให้กระทรวงการคลัง เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าประกอบด้วย 1.การออกพันธบัตรของ ธปท. ที่สามารถกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตร 2. การออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังให้กำหนดระยะเวลาการถือครอง เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร 3. ให้เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน และ 4. กำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้า ต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เรื่องนี้

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้สัมภาษณ์รายการ "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอ 4 มาตรการในการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ว่ามาตรการแรกที่ห้ามต่างชาติลงทุนพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย ถือว่ามีความสอดคล้องกับข้อเสนอของสภาธุรกิจตลาดทุนที่เสนอในช่วงก่อนหน้า เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการไหลเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อให้ได้กำไรจากส่วนต่างของค่าเงิน

"จริงๆแล้วต่างชาติไม่ต้องการผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ย แต่ต้องการผลตอบแทน หรือกำไรที่เกิดขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่ถ้าเริ่มในตอนนี้ ตอนที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 29 บาท/ดอลลาร์ คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่ถ้ามีเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก เราอาจต้องใช้มาตรการที่ 1"

นายไพบูลย์ กล่าวว่า หากมีการห้ามต่างชาติลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเชื่อว่าจะไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้อาจย้ายไปลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว และคิดว่าเราไม่ควรปิดกั้นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว

"มาตรการที่หนึ่งผมว่าสมเหตุสมผล ไม่ทำให้ค่าเงินบาทบิดเบือน และในอินโดนีเซีย ก็มีการกำหนดแบบนี้"

ส่วนมาตรการที่สองคือ การกำหนดระยะเวลาการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ นายไพบูลย์ให้ความเห็นว่า ควรพุ่งเป้าไปที่ตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่าที่จะไปจำกัดสิทธิในการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพราะต้องยอมรับว่าเรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ภาคเอกชนก็เข้าสู่รอบของการลงทุน ดังนั้น การลงทุนตราสารหนี้ของต่างชาติจะต้องมีสภาพคล่อง ถ้าไปจำกัดการถือครองคงทำได้ไม่ง่ายนัก และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่อยากเห็นการจำกัด และที่สำคัญการเก็งกำไรค่าเงินไม่ทำผ่านตราสารหนี้ระยะยาว

ส่วนมาตรการที่ 3 และ 4 นายไพบูลย์กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการที่ 3 ที่กำหนดให้มีการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมการลงทุนตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ คิดว่าคงต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งในบราซิล เคยออกมาตรการนี้ โดยให้เก็บภาษีในอัตรา 2%

"ถ้าค่าเงินบาทไม่แข็งค่ารุนแรง คงไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการที่ 3 เหมือนกับบราซิล อยากให้ทางการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการกำหนดให้ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ระยะเวลาแค่ไหน ไม่ใช่เหมาหมด หรือเหวี่ยงแห เพราะอาจทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติลดลง และย้ายเงินไปลงตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า"

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวอีกว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่ 4 ที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนตราสารหนี้ ต้องมีการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน (เฮดจิ้ง) ทั้งหมด และไม่คิดว่ายังไม่เห็นความจำเป็นต้องนำมาตรการนี้มาใช้ โดยสภาธุรกิจตลาดทุนฯเห็นด้วยกับมาตรการที่ 1 ที่มีการพุ่งเป้าไปยังตราสารหนี้ระยะสั้น ที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน

ขณะที่การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทวานนี้ (8 เม.ย.) เปิดตลาดที่ระดับ 29.59/60 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวทรงตัว แม้จะมี 4 มาตรการเพื่อรับมือกับเงินไหลเข้า และป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านตราสารหนี้ระยะสั้น

ลุ้น29พ.ค.บอร์ดกนง.ลดดบ.0.25%

ผู้จัดการกองทุน บลจ.ฟินันซ่า ให้ความเห็นว่า มาตรการห้ามต่างชาติถือครองตราสารหนี้ระยะสั้น เชื่อว่าจะสามารถลดแรงเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ อาจมีปัญหากับเงินเก่าที่ใกล้ครบกำหนด ส่วนการเก็บภาษีต่างชาติที่เข้าลงทุนตราสารหนี้ มาตรการนี้เคยใช้แล้วเมื่อปี 2549 ซึ่งอาจทำให้กระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุนระยะสั้น ส่วนมาตรการที่สี่ ที่มีการบังคับให้นักลงทุนต่างชาติต้องทำประกันความเสี่ยง ถือว่า"แรงสุด"

"ตอนนี้ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวที่ระดับ 29 บาท/ดอลลาร์ ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่ลงไปแตะ 28 บาท/ดอลลาร์ เชื่อว่าทั้ง 4 มาตรการ จะถูกงัดออกมาใช้ก็ต่อเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่ามากๆ"


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากมีการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท ธปท. คงเป็นการเข้ามาแทรกแซงในบางช่วงเวลา เพื่อลดแรงกดดันความผันผวนของค่าเงิน

หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า ธปท.เตรียม 4 มาตรการรับมือค่าเงินบาท โดยมีการรายงานผ่านการประชุม ครม. พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาซื้อตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมียอดซื้อสุทธิกว่า 7.9 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการโยกเงินเข้าไปลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี กว่า 2.5 พันล้านบาท ซึ่งทำให้ Yield ปรับตัวลดลง 0.02%

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 พ.ค. มีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากแรงกดดันทางการเมือง แต่ถ้าไม่ลด ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตที่หลายฝ่ายกังวลกับปัญหาสงครามค่าเงิน

ยอดถือครองตราสารหนี้พุ่ง20%

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-7 พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้สะสม 872,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา สัดส่วนลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว 75% และระยะสั้น 25%

"ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่มีกระแสข่าวการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท บางช่วงจังหวะ บอนด์ยิลด์ก็ปรับตัวสูงขึ้น แต่โดยรวมแล้ว บอนด์ยิลด์ปรับตัวลดลง เพราะมีการคาดการณ์ว่า กนง.น่าจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในเดือน พ.ค."

ผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยิลด์) ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 7 พ.ค. อัตราผลตอบแทนลดลง 0.10-0.20% โดยพันธบัตร อายุ 10 ปี บอนด์ยิลด์ลดลง 0.15% มาอยู่ที่ระดับ 3.37% ส่วนพันธบัตรอายุ 5 ปี บอนด์ยิลด์ลดลง 0.13% มาอยู่ที่ 3.02% พันธบัตรระยะสั้น บอนด์ยิลด์ลดลงต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายแล้ว โดยพันธบัตรที่มีอายุ 1 เดือน ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.65%

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการตลาดตราสารหนี้ กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับตัวลดลง เป็นการสะท้อนมุมมองนักลงทุนที่คาดว่าการประชุม กนง.น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางออสเตรเลีย ก็มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาสแรกก็ออกมาไม่ค่อยดี ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ