วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กำไร บจ. ดัน 'หุ้นไทย' ดีเหนือภูมิภาค

โบรกฯประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงกว่าภูมิภาค อานิสงส์ผลประกอบการ บจ. ที่คาดว่าจะเติบโต 24% หนุน สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอ็มเอสซีไอ เอเชีย

บล.เกียรตินาคิน วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไ ทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่าภูมิภาค จากการขยายตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาบลูมเบิร์กจะปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของกำไรในปี 2556 ลดลง 0.5% แต่ยังคาดว่ากำไรทั้งปีจะเติบโต 24% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มเอ็มเอสซีไอ เอเชีย ไม่รวม ญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ที่ 12.8%

ด้าน บล.กรุงศรี คาดการณ์กำไร บจ. รวมปี 2556 อยู่ที่ 7 แสนล้านบาท โดยกลุ่มพลังงานและทรัพยากร มีกำไรสูงสุดที่ระดับ 2.15 แสนล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มธนาคารมีกำไร 1.83 แสนล้านบาท กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีกำไร 6.6 หมื่นล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมีกำไร 4.3 หมื่นล้านบาท และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีกำไร 4 หมื่นล้านบาท

ส่วนในช่วงไตรมาส 1 คาดว่า กลุ่มพลังงานกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 8 บริษัท จะมีกำไรสุทธิ 5.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่ขยายตัวโดดเด่นของธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจากฤดูหนาวที่ยาวนานมาจนถึงไตรมาส 1 รวมถึงการทยอยปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในภูมิภาคทำให้อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปลดลง

ส่วนภาพรวมปีนี้ มีแนวโน้มผันผวนสูงตามการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นบันทึกผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งส่งกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวมของกลุ่มพลังงานที่เราประเมินว่าทั้งปีจะเติบในระดับ 10% จึงคงน้ำหนักลงทุนเท่าตลาด

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด เพราะคาดผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ได้แก่ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และ บริษัท ช.การช่าง (CK) จะมีกำไรเติบโตโดดเด่นทั้งหมด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ขณะที่ภาพรวมทั้งปี มองว่าบริษัท ช.การช่าง และ อิตาเลียนไทย จะเริ่มพลิกผลประกอบการมาเป็นกำไรได้ และคาดหวังการเติบโตของผลกำไรต่อไปในอนาคตโดยมีปัจจัยบวกจากการรับงานใหม่ และฐานปริมาณงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ และการเปิดประมูลครั้งใหญ่ของภาครัฐตามแผนงานโครงสร้างพื้นฐาน 7 ปีรองรับการเติบโตของผลประกอบการในอีก 3 ปีข้างหน้า

ส่วนกลุ่มพาณิชย์ (ค้าปลีกค้าส่ง) รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1 ต่ำสุดของปีที่ 7.54 พันล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาการใช้จ่ายสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 ไปแล้ว แต่เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายสาขาเชิงรุกของผู้ประกอบการ รวมถึงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดภายหลังการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ

ภาพรวมทั้งปี มองว่ากำไรกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 22% จากปีก่อนหน้า จากมาตรการของรัฐช่วยกระตุ้นการบริโภค การขยายสาขาเชิงรุกต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นตามส่วนผสมผลิตภัณฑ์ประหยัดขนาดจากการสั่งซื้อสินค้า และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปรับลดลงเหลือ 20% จาก 23% คงน้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด

"ราคาหุ้นของกลุ่มซื้อขายเฉลี่ยที่พีอี 30 เท่า ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับพีอีตลาดหุ้นไทย สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเติบโตของผลประกอบการปี 2556 ไปแล้ว"

กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้น้ำหนักลงทุนเท่ากับตลาด โดยคาดกำไรไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.54 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ค่ายมีรายได้จากนอนวอยซ์ เพิ่มกว่า 30% ส่วนบริษัท ไทยคม (THCOM) คาดกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 171% สูงสุดในกลุ่ม ผลจากการขยายธุรกิจไอพีสตาร์ และประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้น