วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดปรับหลังบ้าน เอื้อเทรดหุ้นทุกสกุล

ตลาดหลักทรัพย์เผยอยู่ระหว่างปรับระบบงานหลังบ้าน หรือ แบ็คออฟฟิศ เอื้อนักลงทุนซื้อขายได้ทุกตลาด และทุกสกุลเงิน คาดว่าแล้วเสร็จสิ้นปี"57

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีแผนจะขยายฐานนักลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8 แสนบัญชี ภายใน 6-7 ปีข้างหน้า ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ต้องวางแผนงานหลายด้านๆ รองรับ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านดีมานด์ หรือจำนวนนักลงทุน และซัพพลาย หรือสินค้า

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ที่ดีต้องมีความสมดุลในด้านหลักๆ เพื่อให้ขยายตัวได้ยั่งยืน สิ่งสำคัญ คือ ดีมานด์ และซัพพลายต้องสอดคล้องกัน เพราะถ้าดีมานด์ หรือจำนวนนักลงทุนเยอะ แต่สินค้า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เท่าเดิม ก็ไม่ดี ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยถือว่ามีความสมดุลดีแล้ว

"การขยายฐานนักลงทุนให้เพิ่มขึ้นเท่าตัว อยู่ในแผนอยู่แล้ว มองว่าภายใน 6-7 ปี จำนวนนักลงทุนจะเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว สิ่งที่พิจารณาคือเราจะไปได้เร็วกว่านี้หรือไม่ โดยสิ่งที่ตลาดกำลังดำเนินการ คือ ขยายทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลาย โดยส่งเสริมนักลงทุนในต่างจังหวัด 10 หัวเมืองใหญ่ เพราะมองว่าธุรกิจต่างจังหวัดโตเร็วมาก ความมั่งคั่งก็ดี"

นอกจากนี้ในฝั่งซัพพลาย ก็พยายามหาสินค้าเข้ามาเพิ่ม ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าตลาดใหม่ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้มาแล้วประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ต้องมองไปถึงอนาคตในช่วง 5-10 ปี ว่า จะมีธุรกิจอะไรที่สามารถดำเนินการได้

ขณะนี้ ตลาดหลักทรัพย์และโบรกเกอร์ อยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนระบบการชำระราคาและส่งมอบ หรือ แบ็คออฟฟิศ เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั่วโลก แม้ว่าในปัจจุบันความต้องการลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศของนักลงทุนจะยังมีไม่มาก แต่มองว่าในอนาคต 5-10 จะเพิ่มขึ้นมาก

"ระบบใหม่จะรองรับการลงทุนได้ทุกตลาด สามารถซื้อขายได้ทุกสกุลเงิน ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ทำแล้ว ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ อังกฤษ ญี่ปุ่น และ ฝรั่งเศส ขณะนี้ได้คัดเลือกระบบแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 18 เดือน หรือสิ้นปี 2557"

ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีจำนวนบัญชีลงทุนทั้งหมด 8.49 แสนบัญชี เพิ่มขึ้น 5.2 หมื่นบัญชี จากช่วงสิ้นปี 2555 ในขณะที่จำนวนบัญชีที่มีการซื้อขาย หรือ แอ็คทีฟ เพิ่มขึ้นเป็น 2.99 แสนบัญชี เพิ่มขึ้น 7.9 หมื่นบัญชี จากสิ้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พบว่า มูลค่าการซื้อขายของบัญชีมาร์จินลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือ 18.6% ของมูลค่าการซื้อขายของลูกค้าในประเทศทั้งหมด จากในเดือนม.ค. อยู่ที่ระดับ 20.78% เดือนก.พ. อยู่ที่ 19.09% อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายของบัญชีเงินสด หรือแคชบาลานซ์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 79.22% ของมูลค่าซื้อขายของลูกค้าในประเทศทั้งหมด ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 80.91% ในเดือนก.พ. และล่าสุดในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 81.4%

ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต มีลูกค้าที่เปิดบัญชีอินเทอร์เน็ต 5.01 แสนบัญชี หรือคิดเป็น 36.45% ของมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสิ้นเดือนธ.ค. ปี 2555 ที่มีบัญชีอินเทอร์เน็ตทั้งหมด 4.46 แสนบัญชี คิดเป็น 30% ของมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์

ก.ล.ต. สั่งโบรกฯ เปิดข้อมูล 20 หุ้นวอลุ่มสูงสุด

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพื่อผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จัดทำข้อมูลสำคัญในเชิงวิเคราะห์ของหลักทรัพย์ (Company Report) ที่ลูกค้าสนใจลงทุนจำนวนมาก สำหรับหลักทรัพย์ที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 20 อันดับแรกของลูกค้าทุกประเภทของบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่ง หรือหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรกของลูกค้าบุคคล อย่างใดอย่างหนึ่ง ในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ในกรณีที่หลักทรัพย์เหล่านั้น ยังไม่มีบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Full Report) โดยมีผลตั้งแต่ 1 มิ.ย. นี้เป็นต้นไป

ข้อมูลใน Company Report จะมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน เช่น ข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ การเปรียบเทียบข้อมูลบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน เป็นต้น โดยจะไม่มีราคาแนะนำ ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างหารือร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อกำหนดรูปแบบข้อมูลดังกล่าว ก่อนที่จะขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เพื่อออกประกาศสมาคมต่อไป

จากสถิติช่วงที่ผ่านมา ผู้ลงทุนทั่วไปในประเทศมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นที่มีค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) สูง และหุ้นที่เข้าเกณฑ์ต้องวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวน (Cash Balance) ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับผู้ลงทุนกลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ไม่มีบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จัดทำโดยบริษัทหลักทรัพย์ ประกอบกับตั้งแต่ต้นปี ที่ผ่านมามีผู้ลงทุนรายใหม่เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ดังนั้นการจัดทำ Company Report จะทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปมีข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ ต้องจัดทำและเผยแพร่ Company Report ของแต่ละหลักทรัพย์เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หากมีข้อมูลที่อาจกระทบต่อผลการดำเนินงานหรือราคาของหลักทรัพย์นั้นๆ นอกจากนี้ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดเข้าข่ายต้องทำ Company Report ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ บล. ต้องจัดทำบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์นั้นโดยเร็ว

"บทวิเคราะห์เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ลงทุน ไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เพราะทำให้ผู้ลงทุนได้ศึกษาว่าหลักทรัพย์ของบริษัทนั้นน่าลงทุน หรือสอดคล้องกับความต้องการในการลงทุนที่แท้จริงของผู้ลงทุนหรือไม่ ซึ่งในระยะที่ผ่านมา บล. มักทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นที่สนใจของผู้ลงทุนส่วนใหญ่"

เขากล่าวต่อว่า ในปัจจุบันพฤติกรรมการลงทุนของผู้ลงทุนส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มี P/E สูง และติดเกณฑ์ Cash Balance โดยที่ผู้ลงทุนอาจไม่รู้จักบริษัทเหล่านั้นอย่างแท้จริง ดังนั้น บริษัทหลักทรัพย์ จึงควรจัดทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ดังกล่าว รวมทั้งหลักทรัพย์อื่นที่มีคุณภาพและน่าสนใจลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีช่องทางในการศึกษาข้อมูล และตัดสินใจซื้อขาย โดยคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานมากยิ่งขึ้น