วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"มุ่งมั่น-ลุยพื้นที่"งานถนัด"อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม"ผู้นำ CCP

เผยโฉม"ผู้นำทัพคนใหม่"แห่ง"ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี”“"ลิป”อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม ผู้มี “บิดา” เป็นกองหนุนสำคัญ “มุ่งมั่น เข้าถึงพื้นที่”

ทิ้งปริศนา!! ชวนสงสัย เหตุใด “ชาคริต ทีปกรสุขเกษม” อาตี๋เล็กของคุณพ่อ “ประทีป ทีปกรสุขเกษม” บุรุษที่ผู้เป็นพ่อไว้ใจให้นั่งบริหาร “ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี” (CCP) มาตั้งแต่บริษัทเข้าตลาดหุ้นแรกๆ และยังวางตัวให้ดูแลเรื่องการนำบริษัทในเครือ “สมาร์ทคอนกรีต” เข้าเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในไตรมาส 3/56 จึงเดินมา “ยื่นซองขาว” ต่อหน้าบิดา เมื่อวันที่ 18 ม.ค.56

“ผมขอลาออกจากทุกตำแหน่งของบริษัท”

"นโยบายทางธุรกิจบางอย่างขัดแย้งกัน" ผนวกกับเขาอยากออกไปตามหา “ความฝัน” ด้วยการเปิดธุรกิจส่วนตัว ในเมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกัน เขาจึงขอยกเก้าอี้กรรมการผู้จัดการให้คนอื่นทำแทน

"ผมไม่ว่าเขาหรอก” คุณพ่อประทีป เล่าความในใจ

3 วันหลัง “ชาคริต” พ้นจากทุกตำแหน่งในเครือ CCP “ประทีป” รีบส่งไม้ต่อให้ “ลูกชายคนโต” วัย 38 ปี “ลิป” อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม” ทันทีในวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา

"ฟื้นฟูกิจการ ชลบุรีกันยง ให้กลับมาโลดแล่น บนถนนธุรกิจเหมือนเดิม!!” ถือเป็นภารกิจสำคัญของ “อาทิตย์”

“มุ่งมั่น เอาจริง เอาจัง เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายคอนกรีตอย่างครบวงจร” คือคอนเซ็ปต์ที่ “อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม” ในฐานะ “เอ็มดีคนใหม่” นั่งหัวโต๊ะบอกกับผู้เป็นพ่อ

“อาทิตย์” ควงคู่คุณพ่อ “ประทีป” และน้องชายคนกลางวัย 37 ปี "คริส-รังสี" มาบอกเล่าอนาคตของ “ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี” ในวันที่ไม่มี “ชาคริต” คุมบังเหียนให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า นักลงทุนคงยังไม่ค่อยคุ้นชื่อและหน้าตาผม “เอ๊ะ !” หมอนี่จะสานงานต่อจากน้องชายได้จริงหรือ ? หลายคนคงตั้งคำถามในใจ "เอ็มดีใหญ่" แอบคิดแทนนักลงทุน

หลังเรียนจบปริญญาตรี สาขาบริหารการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมไปต่อปริญญาโทสาขาการเงิน มหาวิทยาลัย Clark ประเทศสหรัฐอเมริกาทันที เรียนจบปุ๊บพ่อบอกให้มา “ชิมลาง” ทำงานในตำแหน่งกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ “ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี” เมื่อปี 2543 จากนั้นในปี 2546 ก็ย้ายมานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ

“ชลบุรีกันยง” ชีวิตการทำงานที่ผ่านมาไม่มีอะไรซับซ้อน เขาเล่า

วันหนึ่งพ่อเดินมาบอกว่า จะให้เป็น “เอ็มดีทดลองงาน” ใน CCP แทนน้องชายคนเล็ก ตอนนี้ทำงานมา 3 เดือนแล้ว ถามว่าจากนี้อยากเห็นบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างไร?? แน่นอนความมั่นคงในระยะยาวต้องมี ในแง่ของรายได้ 3 ปีข้างหน้า (2556-2558) ต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 15%

"ผมเชื่อเราทำได้"

เพราะธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น ที่สำคัญเราจะดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลง "ผมจะพยายามทำทุกทาง" เพื่อให้บริษัทไม่เหนื่อยมากจนเกินไป"

เขา ยังพูดถึง “จุดอ่อน” ของเครือ CCP ว่า เรามีลูกค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเดียวมากเกินไป เวลาเกิดปัญหาจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทอย่างรุนแรง ฉะนั้นหากกระจายความเสี่ยงออกไปในกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบได้แน่นอน ส่วนเรื่องวัตถุดิบ ก็ถือเป็น “จุดตำหนิ” เช่นกัน ถ้าวัตถุดิบไปจำกัดอยู่ที่ซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งแล้วเกิดมีอุบัติเหตุทางธุรกิจขึ้นมา เราจะแย่!!

ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง โดยการซื้อวัตถุดิบจากเจ้าอื่นๆ ตอนนี้เรากำลังมองหาแนวทางลดความเสี่ยงในด้านวัตถุดิบ เช่น อาจมีการไปร่วมทุนกับซัพพลายเออร์ หรือจะมีการขยายไลน์การลงทุนเข้าไปในวัตถุดิบมากขึ้น หากพิจารณาแล้วพบว่าช่วยลดความเสี่ยงได้จริงๆ เราจะลงมือทำทันที

ในขณะที่ “นายคนใหม่” กำลังเล่าอนาคต CCP อย่างออก “อรรถรส” “พ่อประทีป” ก็แทรกขึ้นว่า.."ผมมีลูกทั้งหมด 3 คน เทคนิคการเลี้ยงเหมือนกันทุกอย่าง แต่แปลกตรงที่ทำไมนิสัยถึงแตกต่างกันมาก” ผู้เป็นพ่อเผลอระบายความในใจ เหมือนต้องการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง

เหตุใดจึงเลือก “อาทิตย์” มานั่งทำงานแทน “ชาคริต”? คุณพ่อประทีป ตอบคำถามนี้ว่า "ที่ผ่านมาลูกชายคนโต มีผลงานโดดเด่นเห็นได้จากการเข้าไปฟื้นฟูกิจการของ "ชลบุรีกันยง” ผลงานพิสูจน์ฝีมือ!!

เขามีบุคคลิก “ลุยๆ” สามารถเข้าถึงงานได้ทุกระดับ พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกชายคนเล็กทำไม่ได้นะ แต่เขาสองคนทำงานคนละระบบ “ชาคริต” มีสไตล์การทำงานแบบนักวิชาการ ส่วน “อาทิตย์” เขาเหมือนผม ตรงที่ทำงานด้วยการเข้าถึงพื้นที่

จากประสบการณ์การทำงาน 40 ปีของชายชื่อ “ประทีป” เกิดมาเพื่อเป็น “นักรบ” ต้องออกไปรบ จะให้มานั่งใส่สูททำงานอยู่ในออฟฟิคอย่างเดียวคงไม่ไหว

ผู้เป็นพ่อหันไปสบตาลูกชายคนโตประจำตระกูล ก่อนพูดว่า คุณเข้ามารับหน้าที่นี่ ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า "ข้าทำได้" การเข้ามาของอาทิตย์ในช่วงนี้ ถือว่า “โชคช่วย” เพราะว่าสถานการณ์รอบด้านเป็นใจ เขาเข้ามาในช่วงความต้องการใช้สินค้าสูง แตกต่างจากสมัยก่อน ฉะนั้นผลงานของเขาน่าจะโดดเด่น

“ผู้บุกเบิก CCP” อาสาวิเคราะห์แผนธุรกิจในปี 2556 แทนลูกชายว่า ปีนี้ถือเป็น “ปีทอง” ของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนี้อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ทุกราย หากไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะเป็น “ดาวรุ่ง” ไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า

CCP ก็เป็น “ขาขึ้น” เช่นกัน ไม่มีทางที่จะเป็น “ขาลง” เพราะว่าความต้องการยังสูง ยิ่งแรงงานขาดแคลนมากเท่าไหร่ ก็เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของ CCP ทั้งกลุ่มเท่านั้น เพราะว่าบริษัทใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน "ประทีป" วิเคราะห์

บอกเลยวินาทีนี้สถานการณ์สร้าง CCP ให้ “ฟื้นคืนชีพ”

ประทีป ย้อนอดีตให้ฟังว่า ผลประกอบการของ CCP แย่มาตลอด นับตั้งแต่ปีปลาย 2549-2554 เริ่มมาดีขึ้นในช่วงปลายปี 2554 และ “ฟื้นตัว” ชัดเจนในปี 2555 ปัญหาหลักมาจาก เหตุการณ์ทางการเมือง เราโดนผลกระทบจากภายนอก 100% ผลประกอบการที่แย่มาก ไม่ได้มาจาก CCP แต่เกิดจากภายนอก ย้อนไปดูครึ่งหลังปี 2549 มีการปฎิวัติทางการเมือง ประท้วงปิดสนามบิน และเผาบ้านเผาเมืองในปี 2552

เมื่อการเมืองนิ่ง CCP ก็สามารถ “พิสูจน์” ให้เห็นได้ว่า ธุรกิจของเราฟื้นตัว ดูได้จากผลประกอบการปี 2555 บริษัทมีกำไรสุทธิ 215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 510% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 35.29 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,265 ล้านบาท งบการเงินที่ดีขึ้นเกิดจากการการส่งมอบงานและการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มาจากโครงการภาครัฐและเอกชน

ขณะที่สินค้าทั้งวัสดุก่อสร้างและอิฐมวลเบา ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการของภาคเอกชนที่มีการลงทุน อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แถมเรายังเน้นจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงได้มากขึ้นด้วย

“ประทีป” ยังทำนายภาพรวมอุตสาหกรรมคอนกรีตในปี 2556 ว่า น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการก่อสร้างทั้งในส่วนของโครงการภาครัฐ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่โครงการภาคเอกชนที่มีการลงทุนโครงการก่อสร้างในหลายภาคธุรกิจ

การขยายตัวของภาคก่อสร้าง จะส่งผลดีต่อ CCP โดยตรง เพราะจะทำให้ความต้องการใช้งานคอนกรีตรูปแบบต่างๆ มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคอนกรีตสำเร็จรูป ซึ่งเป็นวัสดุทดแทนแรงงาน

“เอ็มใหม่แกะกล่อง” พูดเสริมผู้เป็นพ่อว่า เรา “ปักธง“ รายได้รวมปีนี้ที่ระดับ 3,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 15-20% บริษัทจะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ยืน 16.2% จากเดิมที่เคยมีอัตรากำไรขั้นต้น 13.7% โดยเราจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป (Precast) มากขึ้น ตามแนวโน้มวัสดุทดแทนแรงงานของกลุ่มลูกค้า
นอกจากนี้เราจะปรับปรุงพื้นที่การผลิตของโรงงาน และกระบวนการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณการผลิตสูงขึ้น แถมยังลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย เรายังมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในส่วนของคอนกรีตสำเร็จรูปในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556

“พี่ชายคนโต” ย้ำว่า ปีนี้เราจะเติบโตอย่างศักยภาพ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือที่ยังไม่รับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานภาครัฐ 50% และงานเอกชน 50% เราจะพยายามรักษาระดับมูลค่างานในมือให้อยู่เท่าเดิมต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสม่ำเสมอของการรับรู้รายได้

ตอนนี้ CCP อยู่ระหว่างการยื่นประมูลงานใหม่มูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานของภาครัฐในส่วนของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง และงานภาคเอกชนอื่นๆ หากไม่มีอะไรผิดพลาด น่าจะชนะการประมูลราว 50% ของมูลค่างานที่ยื่นประมูล

บริษัทกำลังเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตร 2 ราย เป็นบริษัทจากประเทศจีนและญี่ปุ่น ล่าสุดอยู่ระหว่างหารือถึงรูปแบบความร่วมมือว่าจะเป็นการร่วมทุนหรือรูปแบบอื่นๆ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/56

หลังนั่งเงียบอยู่นาน “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” หันมาถาม “คริส-รังสี" ในฐานะผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ “สมาร์ทคอนกรีต” ถึงความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น เขาตอบสั้นๆว่า เตรียมยื่นไฟลิ่งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประมาณไตรมาส 2/56 คาดว่าไตรมาส 3/56 จะสามารถเข้าซื้อขายได้

บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ 115 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1บาท เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 50% เป็น 4.5 ล้านตารางเมตรต่อปี จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 3 ล้านตารางเมตรต่อปี ปัจจุบันกำลังการผลิตเกือบเต็มแล้ว

เพื่อนบอกดี “จุดเริ่มต้น” ตะลุยช้อปหุ้น

“มูลค่าลงทุนหลักสิบล้านบาท”!!! “อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม” เล่าถึงที่มาของพอร์ตหุ้นว่า เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนนั้นหันไปทางไหนมีแต่คนพูดว่าตลาดหุ้นในผลตอบแทนดีมาก แนวโน้มดัชนีอยู่ในช่วงขาขึ้น ผมได้ยินแบบนั้น รีบไปเปิดพอร์ตกับบล.ภัทร ทันที ลงทุนทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์การเล่นหุ้นสักนิด

จากครั้งแรกที่ลงทุน จนถึงวันนี้ โกยผลตอบแทนเกิน 50% แล้ว (ว้าว)

ลงทุนแรกๆ เชื่อมั้ย!! ผมเสียค่าเรียนรู้ก้อนใหญ่มาก “ซื้อแล้วหุ้นไม่ขึ้น” (หัวเราะ) เพราะไปซื้อช่วงที่หุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว ช่วงนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งพิจารณาความผิดพลาด ตอกย้ำตัวเองตลอดว่า จะไม่ทำผิดในเรื่องเดิมๆอีก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสผิดอีก เพียงแต่ต้องผิดให้น้อยที่สุด เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง!!!

เขา เล่าต่อว่า ผมลงทุนในหุ้นตัวเองเป็นตัวแรกๆ เพราะว่าเห็นราคาหุ้น CCP ขึ้นและลงตลอด ตอนนั้นผมยังไม่ได้นั่งเป็นผู้บริหาร CCP มองหุ้น CCP แบบนักลงทุนคนหนึ่ง เห็นว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโต ผลประกอบการในอนาคตน่าจะดี จึงตัดสินใจช้อน ตอนโน่นซื้อหุ้นแบงก์ด้วย จำชื่อไม่ได้ ถึงจำได้ก็ไม่อยากจำ เพราะทำผมขายขาดทุน (หัวเราะ)

ถามกลยุทธ์ลงทุน “พี่ชายคนโต” เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “ผมคงเป็นเหมือนแมลงเม่าทั่วไป” ก่อนจะลงทุนหุ้นสักตัว ก็คงต้องดูว่า นักวิเคราะห์ให้อนาคตหุ้นตัวนี้เท่าไร และแนวโน้มตลาดหุ้นหน้าตาเป็นอย่างไร ที่สำคัญต้องพิจารณาว่า หุ้นตัวนั้นอยู่ในหมวดอุตสาหกรรมอะไร

“อย่าลืมดูค่า P/E” เขาย้ำ ค่อนข้างสำคัญ สามารถบอกอนาคตของหุ้นได้
สตอรี่ต่างๆ ยิ่งต้องดู โดยเฉพาะโครงการในช่วง 3 ปีข้างหน้า เรียกว่าหาข้อมูลจากทุกทาง

การลงทุน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ !!!..

เพราะว่าจะทำอะไรที่เป็นธุรกิจต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ การลงทุนมีความเสี่ยง หากเสี่ยงมากก็ได้มาก ส่วนตัวผมยังมีความรู้น้อย จึงไม่กล้าเสี่ยงมาก

“นักลงทุนมือใหม่” ปิดท้าย ด้วยการเปิดเผยรายชื่อหุ้นในพอร์ตคร่าวๆว่า หุ้น CCP ตัวนี้ บอกตรงๆต้องมีติดพอร์ต ส่วนหุ้นที่แวะเวียนเข้ามานอนเล่นเป็นพักๆ คือ "กลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง” เพราะอุตสาหกรรมนี้ยังมีความต้องการใช้จริงๆ

“ผมรู้ดีเพราะคลุกคลีในอุตสาหกรรมมานาน”

หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเยอะมาก โดยเฉพาะจากการลงทุนของภาครัฐ ผมเชื่อในสิ่งที่ผู้บริหารพูดว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ผลประกอบการจะเติบโต น่าจะเป็นเรื่องจริง

หุ้น ช.การช่าง (CK) หุ้น อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และหุ้น ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เขาเผลอบอกชื่อหุ้น กลุ่มเหล่านี้ผมมีหมด

ถามว่าจะขายหุ้นมั้ย? "ถ้าได้กำไรดี ขายครับ"

"ผมมักถือหุ้นตัวอื่นๆในระยะสั้น แต่จะถือ CCP ถือยาว และไม่ขาย ส่วนการลงทุนแบบอื่นๆ ก็จะมีลงทุนในคอนโดมิเนียม ได้ราคาก็ขายจะเก็บไว้ทำไม!!!"