วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขีดเส้นบาทหลุด29งัดมาตรการคุม

ปลัดคลังเผยผลการหารือร่วม ธปท.ประเมินดูแลได้ หากหลุดระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมงัดมาตรการคุม ยันใช้มาตรการเช่นเดียวกับหลายประเทศ

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่ามาตรการที่รัฐบาลจะนำมาดูแลกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก และได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ปรับค่าแข็งขึ้นต่อเนื่อง คงเป็นมาตรการที่หลายประเทศได้ดำเนินการ และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของไทย และแน่นอนว่า เราคงไม่ออกมาตรการอะไรที่ประเทศอื่นเขาไม่ดำเนินการ

"สถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้ อยู่ในระดับเฉลี่ย 29 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดูแลกันได้ แต่หากแข็งค่าไปมากกว่านี้ ก็คงต้องมีมาตรการมาดูแล" นายอารีพงศ์กล่าวถึงการประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (29 เม.ย.) ธปท.ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายค่าเงินและมาตรการที่จะเสนอกระทรวงการคลัง โดยต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้

นายอารีพงศ์ กล่าวอีกว่า เงินทุนที่ไหลเข้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ต่างชาติมีความมั่นใจเข้าลงทุน แต่เงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก ทำให้กระทบต่อการปรับตัวเศรษฐกิจของไทย

สศค.รับกระทบส่งออกรุนแรงไตรมาส2

ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในการหารือถึงสถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางที่จะนำมาดูแลการไหลเข้าเงินทุนระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อสรุปว่า หาก ธปท.ยังคงยืนยันที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่า แม้จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว จะไม่ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าลดลง ธปท.จะต้องเตรียมมาตรการมาเสริม ซึ่งกระทรวงการคลังขอให้ส่งรายงานสรุปมาตรการมาให้กระทรวงการคลังได้รับทราบเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) หาก ธปท.สามารถดำเนินการได้ทัน

"เราไม่ทราบว่า ธปท.จะเสนอมาตรการอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตรการดอกเบี้ยด้วยก็ได้ เพราะเรื่องเงินทุนไหลเข้า หรือค่าเงินบาทแข็งค่า เป็นความรับผิดชอบของธปท.ทั้งหมด ส่วนแนวทางช่วยเหลือในฝั่งของกระทรวงการคลัง เราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่เรื่องของการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้านั้น มันแรงไป"

นายสมชัย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการหารือกันในวันนี้ (30 เม.ย.) แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเป็นการประชุมนัดพิเศษหรือไม่

นายสมชัยกล่าวอีกว่าค่าเงินบาทที่ปรับค่าแข็งขึ้น ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการส่งออกแล้ว โดยในเดือนมี.ค. นี้ การส่งออกขยายตัวได้ 4.3% แต่ขยายตัวติดลบ 4.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า ผลกระทบที่รุนแรงจากเงินบาทแข็งค่าต่อการส่งออกจะเห็นชัดในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ซึ่งขณะนี้ บรรดาผู้ประกอบการได้เริ่มปรับตัวและปรับแผนธุรกิจ เพราะเดิมได้คาดการณ์เงินบาทอยู่ที่ประมาณ 30-31 บาทต่อดอลลาร์

"กิตติรัตน์" พอใจค่าเงินบาทเริ่มอ่อน

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทได้เริ่มอ่อนค่า และมีเสถียรภาพมากขึ้นในระดับที่น่าพอใจ เป็นผลจากตลาดได้รับรู้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อยากเห็นเงินบาทแข็งค่า หลังจากที่ 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ได้ประชุมหารือเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าเมื่อวัน 26 เม.ย. ที่ผ่านมา

"หลังจากที่หน่วยงานทั้ง 3 มีการคุยกันอย่างจริงจัง เห็นได้ว่าตลาดมีการตอบสนอง อัตราแลกเปลี่ยนก็อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างไรก็ตามทางธปท.ก็มีมาตรการที่เตรียมไว้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ขณะนี้ แต่ก็เตรียมไว้สำหรับระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเป็นสิทธิของ ธปท. ที่จะใช้ตามกฎหมาย"

พร้อมรับข้อเสนอธปท.ออกมาตรการเพิ่ม

นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า หากเป็นมาตรการที่มีอยู่แล้ว ธปท.สามารถใช้ได้เลย แต่ถ้าเป็นมาตรการเพิ่มเติม ก็คงต้องเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งหากธปท.เห็นว่าต้องการมาตรการอื่นในระยะต่อไป ก็สามารถจะเสนอมาได้ ถ้ามีส่วนที่กระทรวงการคลังเกี่ยวข้องในการปรับแก้ระเบียบ หรือกฎหมายก็จะมีการพิจารณาให้ โดยคาดว่า ธปท. จะเสนอมาเร็วๆ นี้

ส่วนที่มีการเสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมตราสารหนี้นั้น ขอชี้แจงว่าคนที่เสนอมาข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไทยมีสนธิสัญญาภาษีซ้อนที่ต้องจัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก กับ 50 ประเทศ ซึ่งต้องจัดเก็บในอัตรา 10% ส่วนการจัดเก็บภาษีผู้ลงทุนต่างชาตินั้น ปัจจุบันก็มีการจัดเก็บในอัตราที่เทียบเคียงกับคนไทยแล้ว

ส.อ.ท.ต้องการค่าบาทมีเสถียรภาพ

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 30 เม.ย. ส.อ.ท.จะเข้าหารือกับธปท.เพื่อเสนอแนวทางรับมือสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งก่อนหน้านี้จะเสนอ 7 มาตรการ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนไป จึงจะเสนอ 5 มาตรการ ไปที่ ธปท. รัฐบาล และกระทรวงการคลัง โดยเนื้อหาหลักๆ ต้องการให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น และกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเมื่อช่วงต้นปี นอกจากนี้ไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทผันผวน ปรับขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะทำให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการลำบาก

"ปัจจุบันค่าเงินบาทได้ปรับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น แต่เราอยากเห็นค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับใกล้เคียง 30 บาท หรืออ่อนค่าลงประมาณ 6% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกบริหารจัดการ และปรับตัวได้ โดยถ้าค่าเงินบาทกลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับต้นปี ก็มั่นใจว่าการส่งออกของไทยจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้"

"กอบศักดิ์"ชี้บาทแนวโน้มแข็ง

ในวันเดียวกัน วงเสวนา "ทิศทางค่าเงินบาทและแนวโน้มของค่าเงินและการช่วยเหลือของภาครัฐและสถาบันการเงิน" จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยมีนักการธนาคารเข้าร่วม และมองว่าค่าเงินยังมีแนวโน้มแข็งค่า

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสวนทางกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก่อนที่เงินบาทจะมาเคลื่อนไหวใกล้เคียงคู่แข่งที่ค่าเงินเริ่มแข็งค่าขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้ว 6-7% สูงสุดในภูมิภาคและคู่แข่งในภูมิภาคที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น 1% จึงส่งผลกระทบความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออกลดลง 5-7% เมื่อเทียบกับคู่แข่งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก เพราะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนมากพอสมควร โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดพันธบัตรของนักลงทุนมูลค่ารวมกว่า 8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งแรงกดดันเงินบาทครั้งนี้ ไม่ได้มาจากการเกินดุลบัญชีชำระเงิน แต่มาจากเงินทุนไหลเข้า

"มองว่า แนวโน้มเงินบาทยังจะแข็งค่าต่อไป ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ เศรษฐกิจที่ดีของเอเชียและอาเซียน, สภาพคล่องทั้งในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นที่ไหลกลับเข้ามาลงทุน รวมทั้งแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงินที่เข้ามาสมทบ"

ชี้คุมเข้มแบงก์หากลดดอกเบี้ย

ขณะที่ นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (CIMBT) กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินในปัจจุบัน ยังไม่รุนแรงถึงที่สุด เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลปัญหาคาบสมุทรเกาหลี หากความขัดแย้งยุติลง เงินจะไหลเข้าเอเชียมากขึ้น และระยะต่อไปนักลงทุนญี่ปุ่นจะนำเงินออกมาลงทุน คาดว่าบางประเทศจะใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะเกาหลีใต้

ทั้งนี้ หาก ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่จะมีความเสี่ยงให้เกิดภาวะฟองสบู่ โดยคาดการณ์ว่า เงินบาทจะถูกกดดันให้แข็งค่าต่อไป และคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.5% ในกรณีที่มีการลดดอกเบี้ย จะมีมาตรการ Prudential Measures ควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการเกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ และอาจมีการควบคุมเงินทุนไหลเข้า แต่จะไม่รุนแรงเหมือนปี 2549

คาดแนวโน้มแข็งค่าทั้งภูมิภาค

นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละครั้งมีความยากลำบาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวต่อการค้าการส่งออกของประเทศ โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 6.6% และหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านมีค่าเงินแข็งค่าเพียง 2%

"มองว่า ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าทั้งภูมิภาค ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมาวางแผนว่าจะดำเนินการอย่างไรหากเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยภาครัฐจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท และกระทรวงการคลังประเมินว่าต้องนำเข้าประมาณ 40% ของงบทั้งหมด และจะเร่งให้รัฐวิสาหกิจคืนหนี้ต่างประเทศก็จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว"

ดังนั้น ภาครัฐจึงควรใช้โอกาสนี้ในการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญตามโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าต้องนำเข้ามาคิดเป็น 40% ของการลงทุนในภาพรวม ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยควรออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่รัฐวิสาหกิจในไทยควรใช้โอกาสนี้ชำระหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนด

กลุ่ม"ธนิต"เตรียมเสนอ ธปท. 7 ข้อ

ด้าน นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการและรักษาการประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จากการเสวนาในวันนี้ขอเสนอมาตรการ 7 ข้อ ให้กับธปท. โดยข้อ 1.ธปท.ควรดูแลเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนและให้สอดคล้องกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ข้อ 2.กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานของภาครัฐ ส่งเสริมให้ SME ทำประกันความเสี่ยง เพื่อลดค่าทำเนียมรวมถึงให้เข้าถึงแหล่งเงินที่จะเข้าไปทำประกันความเสี่ยงได้

ข้อ 3.ส่งเสริมให้ผู้ส่งออกเปิด LC โดยใช้สกุลเงินบาท เพื่อลดความผันผวน และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ข้อ 4.ขอให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศช่วยเหลือผู้ส่งออก ในการขยายตลาดใหม่ๆ ข้อ 5.ขอให้กระทรวงการคลังตั้งกองทุนช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีปัญหาจากสภาพคล่องเพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ ข้อ 6.ขอให้ ธปท.และกระทรวงการคลัง เร่งหามาตรการเข้ามาสกัดกั้นการเก็งกำไรของเงินไหลเข้า โดยการกำหนดมาตรการควรดูให้เหมาะสม อย่าให้กระทบต่อตลาดทุน

ข้อ 7.ขอให้กระทรวงการคลังทบทวนการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในเรื่องของการชดเชยการส่งออกในระยะสั้นนี้ด้วย ทั้งนี้ ภาคเอกชนจะจัดทำข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากการเสวนาในวันนี้ เสนอต่อ ธปท. เป็นลำดับต่อไป