วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย : เลือกซื้อ (Selective Play)

หลายปัจจัยหนุนการลงทุนในตลาดหุ้น

คือ 1) สภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูง ซึ่งเกิดจากการที่เฟดยังคงเดินหน้าโครงการซื้อสินทรัพย์เฉลี่ยเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไปจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงเหลือ 6.5% จากปัจจุบันที่ 7.7% ทางด้านบีโอเจได้ใช้นโยบายเชิงรุกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ภายใน 2 ปี เราพบว่าสภาพคล่องในระบบการเงินโลกขณะนี้สูงขึ้นราว 4 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา, 2) อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในแนวโน้มต่ำ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่มาก เห็นได้จากดัชนีราคาอาหารโลกปี 2556 ลดลงจากปีก่อน และราคาพลังงานทรงตัวในระดับปานกลาง-ต่ำ
นอกจากนั้นยังคาดหมายว่าอีซีบีอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ถ้าเศรษฐกิจยูโรโซนซบเซามาก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกระตุ้นให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น, 3) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง หนุนโดยการบริโภค การลงทุน ภาคท่องเที่ยวและบริการ โดยโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทเป็นหนึ่งใน Key Growth ระยะยาว ความกังวลปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และ NPL ภาคครัวเรือนได้ผ่อนคลายลงหลังจากที่ธปท.ยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ และการเติบโตของสินเชื่อภาคครัวเรือนชะลอตัวตั้งแต่ปลาย 1Q56, 4) EPS Growth ของบริษัทจดทะเบียนไทยแข็งแกร่ง โดยฝ่ายวิจัยฯ DBSV คาดว่าจะเติบโต 26% ในปี 2556 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตของกำไรโดดเด่น ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, พาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, พลังงาน, สื่อสาร, อสังหาริมทรัพย์ และขนส่ง
ความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ปัญหาในยูโรโซนที่ยังไม่จบและอาจเข้ามากดดันเป็นระลอกๆ, เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวล่าช้ากว่าคาด, เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและรวดเร็ว, ความไม่แน่นอนของการเมืองไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับพ.ร.บ.ปรองดอง & การนิรโทษกรรม และร่างพ.ร.บ.ลงทุน 2 ล้านล้านบาท ฯลฯ
ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ แม้ว่าระยะสั้นจะมีความไม่แน่นอนทั้งภายนอกและภายในหลายเรื่อง แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยมีมากพอที่จะรองรับความเสี่ยง/ความไม่แน่นอนได้ ซึ่งเห็นได้จากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วแม้ประสบปัญหาวิกฤติเลห์แมน, วิกฤติยูโรโซน, วิกฤติอุทกภัยรุนแรง เป็นต้น ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยมีจุดเด่นที่การเติบโตของกำไรสูง อัตรา ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ดีกว่าเฉลี่ยในภูมิภาค เราประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2556 ไว้ที่ 1688 จุด อิงกับ P/E 14.5 เท่า
กลยุทธ์การลงทุน คือ เลือกซื้อ (Selective Play) โดยเน้นไปยังหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง มีความมั่นคงในเรื่องการรับรู้รายได้ ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์ดี ฐานะการเงินแข็งแรง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งหุ้น Top Picks ของไตรมาส 2/56 ประกอบด้วย (1) BECL กำไรปี 2556 เติบโตก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว, (2) INTUCH มี Discount จากมูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์สุทธิที่น่าจูงใจ & จ่ายปันผลสูง, (3) KTB ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาก, (4) PS ทำรายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้, (5) SRICHA หนึ่งในหุ้นที่มีอัตรากำไรสูงสุดในตลาด และ (6) SPCG มี Valuation จูงใจที่สุดในกลุ่มพลังงานทางเลือก