จากกระแสที่ปท.ต่างๆ ทั่วโลก หันมาใช้"การท่องเที่ยว"เป็นกลไกผลักดัน"จีดีพี"ในปท.ให้เติบโต โดยเฉพาะกลุ่มปท.กำลังพัฒนาในเอเชีย ซึ่งมีไทยด้วย
ในการประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปีของ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก(พาต้า) หรือ "พาต้า ซัมมิท" ซึ่งมีการจัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ "Private Sector Challenges and Opportunities Inherent in Advancing the complete visitor economy" ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของการท่องเที่ยว ผ่านภาคเอกชนชั้นนำในเวทีระดับโลก ซึ่งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "การพัฒนาคู่ขนานจากภาครัฐ" จะเป็นองค์ประกอบหลักที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว
อาบิด บัตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบันยันทรี โฮเต็ลส์ แอนด์ รีสอร์ทส ชี้ให้เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ว่า รายได้ของการท่องเที่ยวขาเข้า(อินบาวด์) รวมถึงการเดินทางของผู้โดยสารทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าราว 3.4 พันล้าน
ดอลล่าร์สหรัฐต่อวัน (ราว 10,000 ล้านบาท) โดยการส่งออกด้านท่องเที่ยวคิดเป็น 30% ของการส่งออกในอุตสาหกรรมบริการทั่วโลก และคิดเป็นราว 6% ของภาคการส่งออกสินค้าและบริการทั้งหมด จัดอยู่ในอันดับ 4 ตามหลังสินค้าประเภทพลังงาน เคมี และอาหาร เท่านั้น
โดยตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 คาดว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเติบโตได้ในอัตราเฉลี่ย 3.3% ต่อปี
สำหรับปี 2555 การเติบโตของการท่องเที่ยวทั่วโลกมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีราว 3.2% และคาดว่าในปีนี้จะกระตุ้นการเติบโตอุตสาหกรรมโดยตรงอีกราว 3.1% โดยภูมิภาคที่มาแรงที่สุดปีก่อน คือ "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ที่เติบโตในอัตรา 7.3%
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์หลักในการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังมีอีก 2 เรื่องที่ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกัน คือ การสร้างการรับรู้ต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ และการเพิ่มการอำนวยความสะดวกเรื่องการเข้า-ออกสำหรับนักท่องเที่ยว เร่งรัดกระบวนการทำวีซ่าให้รวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางทางอากาศ ด้วยการให้ภาครัฐส่งเสริมสร้างเครือข่ายเส้นทางบินของสายการบินพาณิชย์ และการสร้างความมั่นใจด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัย
"การท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาก อย่างเช่นกรณีที่สหรัฐฯเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นเมื่อราว 2-3 ปีก่อน ประเทศก็ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการให้วีซ่าตามคำเรียกร้องของประเทศที่เป็นเป้าหมายด้านท่องเที่ยว เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยสร้างเม็ดเงินและทำให้เกิดการจ้างงานในภาวะวิกฤติ" บัตต์กล่าว
'มาเก๊า'เดินทัพจับตลาดไมซ์
ขณะที่ แพนซี โฮ กรรมการผู้จัดการ ชุนทัค โฮลดิงส์ ซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในมาเก๊า กล่าวยกกรณีศึกษาของมาเก๊า ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจท่องเที่ยวทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่องและหมุนเวียนไปสู่เซ็กเตอร์อื่นๆ จำนวนมาก และมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ทั้งระบบ เนื่องจากส่งผลต่อจีดีพีของประเทศโดยตรงสูงถึง 43% และหากนับรายได้ทางอ้อมด้วยจะสูงถึง 88% โดยนับตั้งแต่ปี 2542 ที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ราว 3 ล้านคน มาถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 28 ล้านคนต่อปี เพราะการขยายตลาดเป้าหมายอย่างกว้างขวาง จากเดิมที่มีเพียง ฮ่องกง ซึ่งเริ่มขยายมายังตลาดเอเชียอื่นๆ
ทั้งนี้ การพัฒนาแบบก้าวกระโดดดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในแต่ละปีมีการเปิดแคมเปญด้านการตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างสีสัน เช่นปีนี้ที่ใช้แนวคิด Macau So Cool และในระยะยาว หน่วยงานด้านท่องเที่ยวยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชน เตรียมพลิกยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ ด้วยการปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวครั้งสำคัญ โดยมุ่งไปยังกลุ่มตลาดจัดประชุมสัมนาและท่องเที่ยวเป็นรางวัล (ไมซ์) และการท่องเที่ยวแบบครอบครัวมากขึ้น
"โฟกัสต่อไปของเรา จะมุ่งสู่การเติบโตในการท่องเที่ยวรูปแบบอื่นๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าเพิ่งผ่านเฟสแรกในการสร้างการเติบโตของการท่องเที่ยวให้มั่นคงเป็นลำดับแรกก่อน ขั้นตอนต่อไปจึงจะไปถึงการยกระดับภาพลักษณ์สู่ฐานตลาดอื่นๆ และดึงตลาดสำคัญอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ เข้ามาเพิ่มเติม โดยเมื่อภาครัฐวางยุทธศาสตร์แล้ว เอกชนก็จะตอบสนองด้วยการลงทุนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเช่น โรงแรม สวนสนุก สำหรับครอบครัว ศูนย์ประชุม หรือกระทั่งโชว์ต่างๆ ระดับโลก เพื่อรองรับ"
โฮ กล่าวด้วยว่าปัญหาของมาเก๊าที่น่ากังวลเพียงอย่างเดียวคือ ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการพัฒนา ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ จึงอยู่ระหว่างการหารือความเป็นไปได้ในการขยายการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ไปยังจูไห่ ที่ห่างออกไปจากพรมแดนของมาเก๊าราว 10 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหากมีการตกลงเรื่องการใช้พื้นที่ได้แล้ว บริเวณดังกล่าวอาจถูกพัฒนาเป็นธีมปาร์คหรือศูนย์บันเทิง รองรับนักท่องเที่ยวตามกลยุทธ์ที่วางไว้
สตาร์วู้ดปรับแบรนด์ลุยตลาดบน
ด้าน โลธาร์ เพห์ล รองประธานประจำภูมิภาค สตาร์วู้ด โฮเต็ลส์ ประจำประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว เปิดเผยว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีโอกาสที่จะทะลุ 3,000 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้า หลังจากสร้างสถิติถึง 1 พันล้านคนไปแล้วในปีที่ผ่านมา และเป็นอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรงถึง 64.6 ล้านคน
ทั้งนี้ สตาร์วู้ด ซึ่งเป็นเชนโรงแรมจากสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งที่มีการเติบโตทางธุรกิจสูง โดยได้อานิสงส์จากการหันมาจับตลาดเอเชียอย่างจริงจัง รวมถึงการตัดสินใจเมื่อ 2 ปีก่อน ในการปรับยุทธศาสตร์จากการมุ่งเน้นเรื่อง "ราคา" มาใช้จุดแข็งเรื่องการตอบสนอง "ไลฟ์สไตล์" เพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่ม "อัพสเกล" ด้วยการนำเสนอ 9 แบรนด์โรงแรมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างเหมาะสำหรับตลาดท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายอย่างเช่นในปัจจุบัน
ปัจจุบันสตาร์วู้ดมีโรงแรมในเอเชียแปซิฟิกกว่า 1.19 แสนห้อง รวม 411 โรงแรมใน 22 ประเทศ โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นที่เปิดให้บริการแล้ว 248 แห่ง และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ 163 แห่ง
เพห์ล กล่าวว่าการยกระดับแบรนด์สู่ตลาดบน รวมถึงการมีแบรนด์ที่มีความหลากหลาย เป็น "หัวใจ" หลักในการจับเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน เพราะสภาพเศรษฐกิจในเอเชียที่เติบโตขึ้นทำให้เกิดกลุ่ม "เศรษฐีใหม่" ที่ต้องการแนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากรูปแบบเดิม จากสถิติเศรษฐีชาวจีนที่มีอายุเพียง 39 ปี เทียบกับในสหรัฐฯที่สูงถึง 53 ปี และทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยที่ 66 ปี ขณะที่ บราซิล ก็เช่นเดียวกัน จำนวนเศรษฐี 1 ใน 3 มีอายุเพียง 35 ปี และ รัสเซีย มีอายุเฉลี่ยที่ 46 ปีเท่านั้น
แม้เทรนด์การเติบโตด้านการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกจะสวยหรู โดยเฉพาะในไทยที่เป็นจุดหมายที่คนให้ความสนใจมาก แม้กระทั่งกลุ่มโรงแรมสตาร์วู้ด ก็ตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคจากโตเกียวมาสู่กรุงเทพฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
แต่ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวมากที่สุดอย่าง "ความปลอดภัยและความมั่นคง" ก็เป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องให้ความมั่นใจ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญ ชี้วัดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะเดินหน้าต่อไปได้ดีหรือไม่









