วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลุ่มวิทยากรจ่อรื้อเมโทรสตาร์ ลงทุนปัจจัย4

กลุ่มวิทยากร เตรียมรื้อโครงสร้างการทำธุรกิจ "เมโทรสตาร์ พร็อพเพอรืตี้" รุกคืบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ หวังอนาคตเติบโตอย่างยั่งยืน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเข้าเทคโอเวอร์กิจการบริษัทเมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ของ สาธิต วิทยากร อดีตผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH เป็นการสร้างอาณาจักรใหม่ของกลุ่มวิทยากร หลังจากที่ได้ตัดขายทิ้งหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการออกมาทั้งหมด และแม้ปัจจุบันเมโทรสตาร์จะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก แต่ในอนาคตอีกไม่นานกลุ่มวิทยากร จะสร้างอาณาจักรธุรกิจโรงพยาบาลขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์บริหารจากกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ

สาธิต วิทยากร ทายาทคนเดียวของหมอพงษ์ศักดิ์ วิทยากร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์พิเศษ"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ในช่วงปีแรกหลังจากที่เข้าไปเทคโอเวอร์กิจการเมโทรสตาร์ ธุรกิจหลักยังคงเน้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แต่เป้าหมายภายใน 3 ปีต้องการเห็นเมโทรสตาร์ เป็นบริษัทการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น เน้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่มีการอนาคตเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ เพราะเป็นธุรกิจที่ทางกลุ่มมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว สามารถมานำมาต่อยอดกับธุรกิจเดิมของเมโทรสตาร์ได้ โดยเป็นการเปิดกว้างการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

สาธิตบอกว่า แผนการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเป็นแผนระยะยาว ในช่วงแรกอาจจะเป็นลักษณะของการรับจ้างบริหารและให้คำปรึกษาก่อน ซึ่งที่ผ่านมาคุณพ่อ (หมอพงษ์ศักดิ์ วิทยากร) ก็ได้มีการหารือกับพันธมิตรกลุ่มโรงพยาบาลทั้งในและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และพม่า ว่าจะมีช่องทางในการเป็นพันธมิตรกันอย่างไรบ้าง และหากต้องเข้าไปถือหุ้นจะต้องถือหุ้นอย่างน้อย 10-25%

"เราไม่ปิดกั้นการลงทุน แต่จะเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบยั่งยืน แต่ในเบื้องต้นเมโทรสตาร์ยังเน้นอสังหาเป็นหลัก แต่เป้าหมาย 3 ปี ต้องการยกระดับเมโทรสตาร์เป็นบริษัทการลงทุน เน้นสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น"

เขาบอกว่า ในเบื้องต้นจะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา โดยดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารเงินลงทุน รวมทั้งตั้งทีมวิเคราะห์การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมา เพื่อกำหนดแนวนโยบายการลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะแต่งตั้งนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ วิทยากร มาเป็นประธานบริษัท โดยคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่ออนุมัติภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามทางกลุ่มก็ได้มีข้อตกลงกับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเมโทรสตาร์ว่า หลังจากที่มีการทำคำเสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จากผู้ถือหุ้นรายย่อยเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยตัดคำว่าเมโทรออกไป เพราะถือว่าเป็นแบรนด์ของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมของเมโทรสตาร์นั้น สาธิตบอกว่า ปัจจุบันมีโครงการเดียว คือ โครงการสาทร วิสต้า แบ็งคอก แมริออท เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ย่านสาธร ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ใหม่เพิ่มเติมด้วย โดยจะเน้นประเภทเซอร์วิสอพาตเม้นต์ และโรงแรม

สาธิตยอมรับว่า ในช่วงปีแรกบริษัทจะยังไม่มีกำไรจากการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากขนาดธุรกิจยังเล็ก แต่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น เพราะบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาคืนหนี้ 500 ล้านบาท และกันเงินบางส่วนรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งหากบริษัทคืนหนนี้ก็จะทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย อย่างไรภายใน 2 ปี คาดว่าทิศทางผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้น และมีกำไรจากผลการดำเนินงาน

"แผนระยะสั้นก็คือเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่คงคำว่า "สตาร์"ไว้ จากนั้นก็มีแผนลดหนี้ หาเงินทุนเพิ่มเตรียมไว้สำหรับการลงทุน กู้ คงจะลำบาก เพราะหนี้มีอยู่ค่อนข้างสูง การเพิ่มทุนก็เป็นหนึ่งในทางเลือก"

การตัดสินใจเข้ามาเทคโอเวอร์เมโทรสตาร์ นายสาธิต บอกว่า เมโทรสตาร์เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และมีโครงการเพียงโครงการเดียว แต่อนาคตมูลค่าก็จะยิ่งสูงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีพนักงานน้อยมาก ทำให้การเข้ามาบริหารจัดการคล่องตัวมากขึ้น การที่จะเข้าไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคตก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้น ประกอบกับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

"ราคาซื้อหุ้นละ 2.50 บาท ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1.2 พันล้านบาท เทียบกับสินทรัพย์คือ โครงการสาทร วิสต้า แบ็งคอก แมริออท เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่มีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท พ่วงหนี้อีก 500 ล้านบาทก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเราคงไม่หยุดแค่นี้ เรามองการลงทุนไว้หลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นโครงเก่า หรือแม้กระทั่งธุรกิจโรงแรม เราก็สนใจ"

ทั้งนี้ สาธิต วิทยากร ได้มีการซื้อหุ้นสามัญบริษัทเมโทรสตาร์บนกระดานรายใหญ่จากกลุ่มนายวีระ บูรพชัยศรี จำนวนกว่า 71% ราคาหุ้นละ 2.50 บาท ซึ่งภายหลังการทำรายการซื้อขายหุ้นสามัญบนกระดานรายใหญ่เรียบร้อยแล้ว นายสาธิตในฐานะผู้ซื้อจะทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญส่วนที่เหลือทั้งหมดที่ราคาหุ้นละ 2.50 บาท โดยมีการประกาศเจตนาทำคำเสนอซื้อในวันที่ 23 เม.ย.56 และจะยื่นคำเสนอซื้อต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 2 พ.ค.56