กลุ่มวิทยากร เตรียมรื้อโครงสร้างการทำธุรกิจ "เมโทรสตาร์ พร็อพเพอรืตี้" รุกคืบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ หวังอนาคตเติบโตอย่างยั่งยืน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเข้าเทคโอเวอร์กิจการบริษัทเมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ของ สาธิต วิทยากร อดีตผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH เป็นการสร้างอาณาจักรใหม่ของกลุ่มวิทยากร หลังจากที่ได้ตัดขายทิ้งหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการออกมาทั้งหมด และแม้ปัจจุบันเมโทรสตาร์จะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก แต่ในอนาคตอีกไม่นานกลุ่มวิทยากร จะสร้างอาณาจักรธุรกิจโรงพยาบาลขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์บริหารจากกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ
สาธิต วิทยากร ทายาทคนเดียวของหมอพงษ์ศักดิ์ วิทยากร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์พิเศษ"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ในช่วงปีแรกหลังจากที่เข้าไปเทคโอเวอร์กิจการเมโทรสตาร์ ธุรกิจหลักยังคงเน้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แต่เป้าหมายภายใน 3 ปีต้องการเห็นเมโทรสตาร์ เป็นบริษัทการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น เน้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่มีการอนาคตเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ เพราะเป็นธุรกิจที่ทางกลุ่มมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว สามารถมานำมาต่อยอดกับธุรกิจเดิมของเมโทรสตาร์ได้ โดยเป็นการเปิดกว้างการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
สาธิตบอกว่า แผนการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเป็นแผนระยะยาว ในช่วงแรกอาจจะเป็นลักษณะของการรับจ้างบริหารและให้คำปรึกษาก่อน ซึ่งที่ผ่านมาคุณพ่อ (หมอพงษ์ศักดิ์ วิทยากร) ก็ได้มีการหารือกับพันธมิตรกลุ่มโรงพยาบาลทั้งในและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และพม่า ว่าจะมีช่องทางในการเป็นพันธมิตรกันอย่างไรบ้าง และหากต้องเข้าไปถือหุ้นจะต้องถือหุ้นอย่างน้อย 10-25%
"เราไม่ปิดกั้นการลงทุน แต่จะเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบยั่งยืน แต่ในเบื้องต้นเมโทรสตาร์ยังเน้นอสังหาเป็นหลัก แต่เป้าหมาย 3 ปี ต้องการยกระดับเมโทรสตาร์เป็นบริษัทการลงทุน เน้นสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น"
เขาบอกว่า ในเบื้องต้นจะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา โดยดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารเงินลงทุน รวมทั้งตั้งทีมวิเคราะห์การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมา เพื่อกำหนดแนวนโยบายการลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะแต่งตั้งนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ วิทยากร มาเป็นประธานบริษัท โดยคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่ออนุมัติภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามทางกลุ่มก็ได้มีข้อตกลงกับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเมโทรสตาร์ว่า หลังจากที่มีการทำคำเสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จากผู้ถือหุ้นรายย่อยเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยตัดคำว่าเมโทรออกไป เพราะถือว่าเป็นแบรนด์ของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมของเมโทรสตาร์นั้น สาธิตบอกว่า ปัจจุบันมีโครงการเดียว คือ โครงการสาทร วิสต้า แบ็งคอก แมริออท เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ย่านสาธร ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ใหม่เพิ่มเติมด้วย โดยจะเน้นประเภทเซอร์วิสอพาตเม้นต์ และโรงแรม
สาธิตยอมรับว่า ในช่วงปีแรกบริษัทจะยังไม่มีกำไรจากการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากขนาดธุรกิจยังเล็ก แต่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น เพราะบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาคืนหนี้ 500 ล้านบาท และกันเงินบางส่วนรองรับการขยายธุรกิจ ซึ่งหากบริษัทคืนหนนี้ก็จะทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย อย่างไรภายใน 2 ปี คาดว่าทิศทางผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้น และมีกำไรจากผลการดำเนินงาน
"แผนระยะสั้นก็คือเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่คงคำว่า "สตาร์"ไว้ จากนั้นก็มีแผนลดหนี้ หาเงินทุนเพิ่มเตรียมไว้สำหรับการลงทุน กู้ คงจะลำบาก เพราะหนี้มีอยู่ค่อนข้างสูง การเพิ่มทุนก็เป็นหนึ่งในทางเลือก"
การตัดสินใจเข้ามาเทคโอเวอร์เมโทรสตาร์ นายสาธิต บอกว่า เมโทรสตาร์เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และมีโครงการเพียงโครงการเดียว แต่อนาคตมูลค่าก็จะยิ่งสูงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีพนักงานน้อยมาก ทำให้การเข้ามาบริหารจัดการคล่องตัวมากขึ้น การที่จะเข้าไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคตก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้น ประกอบกับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น
"ราคาซื้อหุ้นละ 2.50 บาท ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1.2 พันล้านบาท เทียบกับสินทรัพย์คือ โครงการสาทร วิสต้า แบ็งคอก แมริออท เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่มีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท พ่วงหนี้อีก 500 ล้านบาทก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเราคงไม่หยุดแค่นี้ เรามองการลงทุนไว้หลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นโครงเก่า หรือแม้กระทั่งธุรกิจโรงแรม เราก็สนใจ"
ทั้งนี้ สาธิต วิทยากร ได้มีการซื้อหุ้นสามัญบริษัทเมโทรสตาร์บนกระดานรายใหญ่จากกลุ่มนายวีระ บูรพชัยศรี จำนวนกว่า 71% ราคาหุ้นละ 2.50 บาท ซึ่งภายหลังการทำรายการซื้อขายหุ้นสามัญบนกระดานรายใหญ่เรียบร้อยแล้ว นายสาธิตในฐานะผู้ซื้อจะทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญส่วนที่เหลือทั้งหมดที่ราคาหุ้นละ 2.50 บาท โดยมีการประกาศเจตนาทำคำเสนอซื้อในวันที่ 23 เม.ย.56 และจะยื่นคำเสนอซื้อต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ถือหุ้น และตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 2 พ.ค.56








