ศูนย์พยากรณ์ศก.การเกษตรเผยบาทแข็งกระทบส่งออกสินค้าเกษตร ไตรมาสแรกเสียหาย 7.6 พันล้าน แนะคุมเงินไหลเข้าระยะสั้น ก่อนแตะ 27 บาท/ดอลลาร์
นายจารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) เปิดเผยว่า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นส่งผลให้เงินมีเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีแนวโน้มเศรฐกิจขยายตัวสูง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุด ดังนั้นในช่วงไตรมาสแรกจึงมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาจำนวนมากทำให่เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ และต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 จนถึงปัจจุบัน (22 เม.ย. ) มาอยู่ที่ระดับ 28.63 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยด้วย
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร จึงได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากการแข็งค่าเงินบาทต่อภาพรวมมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมง ผลไม้ ไก่เนื้อ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลังเพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556
สำหรับผลการวิเคราะห์ พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 7,694.28 ล้านบาท หรือ 4.28% ของมูลค่าความเสียหายรวมในกลุ่มการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ โดยสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ไก่และกุ้งซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยส่งออกมากที่สุด
ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อปริมาณการส่งออก ผลไม้ ไก่เนื้อ และมันสำปะหลัง ทั้งหัวมันสำปะหลังสดและแห้ง และมันสำปะหลังอัดเม็ด และผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 7.44 % ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีอัตราลดลง 3.12% เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการส่งออกในช่วงไตรมาสเดียวกันของปี 2555
ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร กล่าวอีกว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกของไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งตลาดสหรัฐฯ อียู ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่านี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่แสดงท่าทีในการออกมาตรการแก้ไขปัญหา แต่หากเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเป็น 27 บาท ซึ่งแนวโน้มมีความเป็นไปได้ในเร็วๆนี้ จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการส่งออกของไทยในภาพรวมที่จะปรับตัวลดลงมากถึง 10 % ดังนั้นคาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการยับยั้งกระแสเงินไหลเข้าในเร็วๆนี้
โดยวิธีการที่ดีควรกำหนดมาตรการระยะเวลาการลงทุนของเงินเหล่านั้นให้ยาวที่สุด จากปัจจุบันเงินทุนที่ไหลเข้าส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น โดยโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท นั้นน่าจะมีส่วนในการจูงใจในการลงทุนของต่างชาติในระยะยาวได้ ส่วนมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย คาดว่าจะสามารถชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้ระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากแม้ว่าดอกเบี้ยในประเทศจะปรับลดลงแต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ดอกเบี้ยของไทยยังสูงอยู่






