ค่าเงินบาทอ่อนค่า กังวลมาตรการแทรกแซง "ยิ่งลักษณ์" เรียกหน่วยงานเศรษฐกิจประชุมรับมือสถานการณ์บาทแข็งวันนี้ เอกชนเรียกร้อง ธปท.ใช้ยาแรง
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ (23 เม.ย.) อ่อนค่าลงจากวันก่อน จากแรงซื้อดอลลาร์ของนักลงทุนและผู้นำเข้า โดยตลาดยังกังวลมาตรการดูแลค่าเงินบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กระทรวงการคลัง
บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 28.80/83 จากช่วงเปิดตลาดที่ 28.78/83
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า มีแรงซื้อดอลลาร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเปิดตลาด โดยผู้นำเข้าสินค้าและนักลงทุนที่กลับมาซื้อดอลลาร์ แต่ไม่พบสัญญาณว่า ธปท.เข้ามาแทรกแซง ซึ่งคาดว่าค่าเงินบาทในระยะสั้นอ่อนค่าลง หลังยังไม่ผ่าน 28.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามสกุลเงินในภูมิภาค แต่ค่าเงินบาทถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุด โดยปรับขึ้นถึง 6.36% จากต้นปีที่ผ่านมา
สำหรับตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะการซื้อขายรวม 130,820 ล้านบาท โดยนักลงทุน ที่มียอดซื้อสุทธิ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซื้อสุทธิ 11,165 ล้านบาท กลุ่มนิติบุคคลในประเทศ ซื้อสุทธิ 18,573 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิ 336 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลและ ธปท. เพราะยังไม่มีมาตรการดูแลที่ชัดเจน นอกจากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (23 เม.ย.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงาน ครม.ว่าสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 28.5 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และชี้แจงต่อที่ประชุมฯว่าค่าเงินบาทแข็งค่ามีสาเหตุจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ รวมทั้งการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่าที่ประชุม ครม.ยังไม่มีการเสนอให้ออกมาตรการเพื่อชะลอหรือสกัดการไหลเข้า เพียงแต่รับทราบรายงานของกระทรวงการคลัง
ด้าน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่าเป็นห่วงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากจนอยู่ในระดับ 28.5 บาทต่อดอลลาร์ โดยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำหน้าที่ของตนเองในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ และร่วมมือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สั่งการให้นายกิตติรัตน์ เรียกหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยจะมีการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวในวันนี้ (24 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล
"กิตติรัตน์"ชี้ลดดอกเบี้ยดีที่สุด
ด้าน นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเลยมีการติดตามต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยแนวทางที่เหมาะสมเคยพูดไปแล้วหลายครั้ง คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาลกำหนดให้หน่วยงานทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อลงทุนหันมากู้เงินภายในประเทศเพื่อช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทลง เช่น ในวันนี้การที่ ครม.อนุมัติให้มีการจัดซื้อหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็มีการกำหนดให้ชัดเจนถึงแหล่งเงินกู้ว่าจะต้องเป็นการกู้ภายในประเทศ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ก็ได้มีการชำระหนี้คืนเงินกู้ในต่างประเทศบางส่วนได้ก่อนกำหนด ซึ่งดำเนินการไปบ้างแล้วตามความเหมาะสม ตามแผนงานการบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาลประจำปี 2556 อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมเน้นส่งเสริมการลงทุนด้านเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ทดแทนเครื่องจักรเก่าที่เสื่อมสภาพและชำรุดด้วยการใช้เงินบาทไปซื้อสินค้าดังกล่าวและมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าและเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของเอกชน
ปัดแนวทางใช้ทุนสำรองซื้อดอลลาร์
ส่วนกรณีที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตประธานกรรมการและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้รัฐบาลดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ด้วยการให้มีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพิ่มเป็นทุนสำรอง นายกิตติรัตน์กล่าวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเพราะในอดีตมีบทเรียนจากการใช้วิธีการดังกล่าวและได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมาแล้ว
"ยังไม่เข็ดอีกหรือกับการนำเงินบาทไปซื้อดอลลาร์ เรื่องนี้มีบทเรียนในอดีตมาแล้ว เอาเงินสำรองไปสู้กับเงินที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง หากเกิดปัญหาจะประคับประคองได้ยาก"
ชี้ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ
ด้านแหล่งข่าวจาก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หาก ธปท.จำเป็นต้องใช้มาตรการใหม่เพิ่มเติมเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งต้องทำหลายอย่าง เพราะการลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่เพียงพอ
"ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ เราต้องอุดรอยรั่วหลายรู" แหล่งข่าวกล่าว
ส.อ.ท.ชี้ถึงเวลา ธปท. ใช้ยาแรง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.จะประชุมรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับการรับมือผลกระทบเงินบาทแข็งค่าในวันที่ 24 เม.ย. 2556 เพื่อเสนอกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 26 เม.ย. นี้ โดยภาคเอกชนเห็นว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วและสร้างความเสียหายกับผู้ส่งออก ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ ธปท. ต้องใช้ยาแรงเข้ามาควบคุมไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนเพื่อให้ค่าเงินบาทนิ่งและมีเสถียรภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ส่งออกในการรับคำสั่งซื้อ
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ธปท.คงไม่สามารถใช้กลไกเดิมในการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทได้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่ง ธปท.อาจจะมียาแรงไว้รับมือแต่คงเปิดเผยไม่ได้
"ภาคเอกชนเห็นว่าต้องนำออกมาใช้งานได้แล้วเพราะผู้ส่งออกอยู่ในภาวะระส่ำระสายไปหมดแล้วทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และก่อนหน้านี้เคยกังวลว่าไม่แข็งค่าต่ำกว่า 29 บาท แต่ก็เคยแข็งค่ามาถึง 28 บาทเศษ"
นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ค่าเงินควรอยู่ที่ 29 บาท ซึ่งผู้ส่งออกบางส่วนอาจขาดทุน ถ้าค่าเงินหลุด 28 บาท และบางรายอาจต้องถึงขั้นปิดกิจการได้ และผู้ส่งออกรับคำสั่งซื้อยากขึ้น ทำให้การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไตรมาส 1 ติดลบ โดยเงินบาทแข็งค่า ทำให้ผู้ส่งออกต้องเจรจาปรับราคาขึ้น แต่อาจทำให้ผู้นำเข้าหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน









