มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจค่าแรงขั้นต่ำส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า-ลดจ้างงานกว่า 20% หันใช้เครื่องจักรทดแทนกว่า 21%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท จากผู้ประกอบการทั่วประเทศ 600 ราย เกี่ยวกับการปรับตัวหลังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำพบ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขึ้นราคาสินค้า 32.1% ลดแรงงาน 21.4% ใช้เครื่องจักรทดแทน 21.4% ลดสวัสดิการ 14.3% และจ้างแรงงานต่างด้าว 10.7%
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบมีผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่ากระทบทางลบ 47% ไม่มีผลกระทบ 39.4% และกระทบทางบวก 13.6% เมื่อสอบถามเกี่ยวกับมาตรการที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างขั้นต่ำ 47.7% ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลมากขึ้น 14.6% เมื่อสอบถามเกี่ยวกับการได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลมีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับประโยชน์ 96.9%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินสถานประกอบการที่คาดว่าจะปิดกิจการ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้มาคำนวณร่วมกับสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมปี 2555 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดว่า สถานประกอบการที่มีแรงงาน 1-25 คน คาดว่าปิดกิจการแล้ว 98,879 ราย คิดเป็น 4.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด สถานประกอบการที่มีแรงงาน 26-50 คน คาดว่าปิดกิจการแล้ว 679 ราย คิดเป็น 3.7% สถานประกอบการที่มีแรงงาน 51-100 คน คาดว่าปิดกิจการแล้ว 160 ราย คิดเป็น 1.8% สถานประกอบการที่มีแรงงาน 101-200 คน คาดว่าปิดกิจการแล้ว 11 ราย คิดเป็น 0.2% รวมแล้วคาดว่ามีผู้ปิดกิจการ 99,776 ราย คิดเป็น 4.4 %
ส่วนการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2556 ที่ได้จากการสำรวจแรงงานทั่วประเทศ 1,126 ราย ระหว่างวันที่ 17-19 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าดีขึ้นหลังมีการปรับขึ้นค่าแรง โดยมีการใช้จ่ายมากขึ้น แต่กลับเป็นหนี้มากขึ้นกว่าเดิม โดยแรงงานถึง 90.4% เป็นหนี้อยู่ ไม่มีหนี้ 9.6% ส่วนใหญ่กู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายประจำวัน 35.5% รองลงมาเพื่อที่อยู่อาศัย 19.6% เพื่อยานพาหนะ 17.1% ค่ารักษาพยาบาล 15.1% โดยจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนถึงกว่า 98,428 บาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาที่มีหนี้สินต่อครัวเรือน 91,700 บาทเป็นภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยเป็นหนี้ในระบบ 48.1% นอกระบบ 51.9% ทำให้มีการออมน้อยลง
สิ่งที่น่ากังวลว่าหลังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้มีรายได้มากขึ้นแต่มีการใช้จ่ายมากขึ้นและการออมลดลง แรงงานเพิ่งรับรู้รายได้ใหม่มาไม่นานจึงปรับตัวไม่ได้และใช้จ่ายมากจนเงินตึงมือ และทำให้สัดส่วนการเป็นหนี้นอกระบบสูงขึ้น โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อสูงไม่ถึง 3 % แต่แรงงานบอกว่าค่าใช้ครองชีพสูงขึ้นและการเข้าถึงสินเชื่อในระบบไม่เต็มที่จึงเป็นหนี้นอกระบบ
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำและเงินบาทแข็งค่า แต่ยังไม่ปิดกิจการแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีการเตรียมตัวเพื่อรองรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การหาตลาดในประเทศมากขึ้น การลดต้นทุน ซึ่งนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย จะผลักดันให้เอสเอ็มอีนำเครื่องจักรมาใช้มากขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ก็ต้องการให้รัฐบาลดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนมาก เพราะส่งผลกระทบกับการส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก เช่น ภาคการเกษตร









