วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชาตรี'สั่งขยายธุรกิจในจีนโตปีละ5%

"ชาตรี"ไม่หวั่นเศรษฐกิจจีนร้อนแรง เดินหน้าขยายธุรกิจโตปีละ 5% รับธุรกิจไทยยังไปลงทุนในจีนน้อย แต่อาศัยฐานลูกค้าในภูมิภาคสร้างธุรกิจเป็นหลัก

นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL)เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ธนาคารเข้าไปทำธุรกิจอยู่ในขณะนี้ว่า เริ่มเห็นความร้อนแรงในบางจังหวะและบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคครัวเรือน แต่เชื่อว่าในที่สุดราคาสินทรัพย์ต่างๆ จะต้องปรับลดลงมาเอง แม้จีนจะเพิ่งมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศคนใหม่ แต่นโยบายในการบริหารประเทศที่มีมากกว่า 60% ยังมีความต่อเนื่อง ดังนั้นในส่วนของธนาคารยังคงขยายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ระดับ 5% ต่อปี

ทั้งนี้ อัตราการเติบโตในระดับดังกล่าว ถือเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ที่อยู่ระดับ 7-8% ต่อปี เนื่องจากธนาคารมีนโยบายในการทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ซึ่งผู้จัดการสาขาในจีนมีความเข้าใจนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงไม่ปล่อยกู้ในธุรกิจที่มีความเสี่ยง เพราะอาจทำให้เกิดความไม่คุ้มค่าในการลงทุนได้ ดังนั้นการขยายธุรกิจของธนาคารกรุงเทพ จึงมักจะเป็นการขยายตัวควบคู่ไปกับลูกค้าของธนาคารเป็นหลัก

"เศรษฐกิจจีนในขณะนี้ กำลังยกระดับขึ้นมาคุณภาพสินค้าต้องเพิ่มขึ้น จากที่เมื่อก่อนเน้นถูก แต่เดียวนี้เน้นคุณภาพ เหมือนญี่ปุ่นและเกาหลีในอดีต ซึ่งแบงก์โชคดีผู้จัดการที่ส่งไปและฝ่ายกิจการต่างประเทศรู้ดีว่าต้องปลอดภัยไว้ก่อน หากเสี่ยงแบงก์กรุงเทพไม่ไป เสียหายขึ้นมาไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นทำอะไรแล้วแต่ต้องคุ้ม และมั่นใจไม่เสียหาย โชคดีของแบงก์กรุงเทพไปไหนไม่เสียหาย เพราะเราตามลูกค้า ที่อยู่ในพื้นที่อาเซียน และไต้หวันที่ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ เขาไปไหนแบงก์กรุงเทพก็ไปด้วย"

ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจไทยออกไปลงทุนในประเทศจีนน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านจริง และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนรายบุคคลเป็นการลงทุน ส่วนบุคคลมากกว่าที่จะนำบริษัทออกไปขยายกิจการ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากนัก แต่ในส่วนของธนาคารกรุงเทพมีฐานลูกค้าที่เข้ามาลงทุนในจีน จากลูกค้าในภูมิภาคของธนาคาร เช่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซียไปจีนเยอะ การออกไปโดยลูกค้าต่างชาติที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ล้วนเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชาวไต้หวัน ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่เข้มแข็งและมีงบการเงินดี

ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การออกไปลงทุนในต่างประเทศยังคงมีอยู่โดยเฉพาะลูกค้าขนาดกลาง แต่การตัดสินใจลงทุนคงไม่ได้ขึ้นกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทเป็นหลัก เนื่องจากการออกไปต่างประเทศเป็นการลงทุนที่ต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ แม้จะเห็นแนวโน้มการออกไปลงทุนต่างประเทศ ของผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาเป็นเวลานานกว่า 3 ปีแล้วก็ตาม โดยธุรกิจเอสเอ็มอีที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศมีหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนามาก จะเห็นการไปลงทุนในประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม ขณะเดียวกันยังมียังมีการไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ และเสื้อผ้า

"การตัดสินใจออกไปลงทุนต้องใช้เวลา คงไม่ได้เห็นผลกันในเร็ววัน แนวโน้มบาทแข็งก็จะมีมากขึ้น แต่การขึ้นลงของค่าเงินก็จะมีเป็นธรรมดาของความผันผวน ธนาคารเอง ต้องดูว่า จะสนับสนุนลูกค้าอย่างไรให้ดำเนินธุรกิจไปได้ดี"

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นแบงก์กรุงเทพล่าสุดวานนี้ (23 เม.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 224.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.32% มีมูลค่าการซื้อขาย 1,939 ล้านบาท