ผ่ามุมมองนักวิชาการจี้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย ชะลอเงินไหลเข้า ลดแรงกดดันบาทแข็ง
วานนี้ (23 เม.ย.) คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแถลงวิเคราะห์ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2556 ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้แถลงผลสำรวจผู้ประกอบการถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
นายภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมทั้งหาแนวทางที่ทำให้ตลาดเงินคาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะปัจจัยที่มีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายมากที่สุด คือ การคาดการณ์ของนักลงทุน
เขากล่าวด้วยว่า ถ้าเงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทาง ธปท.ควรยิ่งต้องเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวาระเร่งด่วน เพราะหากรอไปลดดอกเบี้ย ในการประชุมตามวาระปกติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พ.ค. 2556 เกรงว่าจะช้าเกินไป แต่ถ้าเรียกประชุมด่วนแล้วลดดอกเบี้ยลงตั้งแต่ตอนนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ก็คงมีไม่มากนัก
"ผมคิดว่าการที่เงินบาทแข็งขึ้น เป็นเพราะเงินทุนไหลเข้า ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยมีผลมาก และการที่ตลาดหุ้นไทยติด ท็อป 5 ของโลก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งขึ้น ราคาค่าเงินมักจะเป็นไปทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นด้วย ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวสุด คือ ตราบใดที่ผู้คนคาดว่าเงินบาทจะแข็งขึ้น มันก็จะยิ่งแข็งขึ้นอีก การคาดการณ์จึงสำคัญมาก ต้องทำยังไงก็ได้ไม่ให้เกิดการคาดการณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่จะทำได้"นายภาณุพงศ์ กล่าว
หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เชื่อว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการภาคส่งออก เพราะจากการศึกษาพบว่าการส่งออกจะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านราคา กับ ปัจจัยด้านรายได้ ในส่วนรายได้จะมีผลต่อภาคการส่งออกมากกว่า สะท้อนจากช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แม้เงินบาทแข็งขึ้น แต่ภาคส่งออกยังคงเติบโตได้ดี เพราะเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอลง จึงส่งผลต่อภาคการค้าด้วย และการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจึงยิ่งเป็นการซ้ำเติม
ส่วนสาเหตุที่ นายภาณุพงศ์ มองว่าดอกเบี้ยนโยบายสามารถปรับลดลงได้เพราะ ถ้าดูเงินเฟ้อในขณะนี้แรงกดดันถือว่ามีน้อยมาก ตอนนี้เงินเฟ้อแค่ 2% เศษ ถือเป็นระดับค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว มีทิศทางที่ถ่างกับดอกเบี้ยตลาดโลกอยู่พอสมควร
"ถ้าดูดอกเบี้ยไทยเทียบดอกเบี้ยประเทศในแถบนี้ ทั้ง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย จะเห็นว่าเขาขยับเข้าใกล้ตลาดโลกมากขึ้น แต่ของเรากลับถ่างออก ทำให้ช่องว่างดอกเบี้ยไทยกับตลาดโลกค่อนข้างสูง ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดปกติ ทั้งที่ความจริงแล้วเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนมักจะไปทางเดียวกัน ขึ้นหรือลงด้วยกัน"นายภาณุพงศ์ กล่าว
สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้ใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Control) โดยการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้านั้น วิธีนี้ไม่ได้ผลมากนัก เพราะแม้จะเก็บภาษีในส่วนของเงินทุนที่เข้ามาลงทุนระยะสั้น แต่สุดท้ายแล้วเงินเหล่านี้ ก็จะหนีไปลงทุนระยะยาวแทน จึงไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องนัก
ส่วนความกังวลว่าหากลดดอกเบี้ยนโยบายลง จะยิ่งทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เชื่อว่า ธปท.สามารถดูแลได้ เช่น การกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน (LTV) ซึ่งตอนนี้ใช้ในอัตรา 90% ก็สามารถที่จะขยับขึ้นได้
"เครื่องมือที่แบงก์ชาติใช้ดูแลตอนนี้ ยังสามารถปรับใช้ได้ตามสถานการณ์ ซึ่งฟองสบู่ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกนั้น ต้นตอล้วนมาจากการปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไซปรัส กรีซ หรือ ไอซ์แลนด์ พวกนี้มาจากสินเชื่อแบงก์ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะคุมก็ต้องไปคุมที่ต้นเหตุ"นายภาณุพงศ์ กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ 600 ราย ระหว่างวันที่ 9-19 เม.ย. 2556 ซึ่งช่วงที่สำรวจค่าเงินบาทอยู่ที่ 28.8-29.1 บาทต่อดอลลาร์ โดยสอบถามผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนต่อธุรกิจ พบว่าส่วนใหญ่กระทบปานกลาง 42.1% กระทบมาก 31.6% กระทบน้อย 15.8% โดยเมื่อสอบถามรายละเอียดของผลกระทบ มีผู้ประกอบที่เห็นว่าทำให้การส่งออกลดลง 42.7% และเห็นว่าอัตราการส่งออกลดลง 23.8%
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมมีผู้ประกอบการตอบว่าระดับที่ไม่กระทบการส่งออกเลยควรอยู่ที่ 31.29 บาท ค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30.48 บาท อัตราแลกเปลี่ยนที่ทนได้อยู่ที่ 29.18 บาท และช่วงต้นปีคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าที่สุดที่ 29.54 บาท
ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวน ซึ่งให้เข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไปและควรทำให้ค่าเงินอ่อนลงมาอยู่ที่ 29-30 บาท รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรลดค่าธรรมเนียมในการแลกเงิน หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเยียวยาผลกระทบให้ผู้ประกอบการ ลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงและควบคุมปริมาณเงินไหลเข้าไม่ให้มากเกินไป
"ธปท. เคยใช้มาตรการกันสำรอง 30% ทำให้ตลาดทุนกระทบมาก โดยถ้าจะนำมาใช้อีกอาจจะลดเหลือ 5-10% เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการให้เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร เพราะมีหลายประเทศใช้มาตรการคิวอี ถ้าค่าเงินอยู่ที่ 28-29 บาท จะทำให้การส่งออกขยายตัว 6-8% จีดีพีขยายตัว 5% และถ้าค่าเงินบาท อยู่ที่ 27 บาท จะทำให้การส่งออกขยายตัว 0-3% จีดีพีขยายตัว 4.0-4.5%"








