สภาที่ปรึกษา จี้รัฐเร่งแก้วิกฤติยาง แนะงดกรีด และไม่ขายยางในสต๊อก 2-3 ปี ปรับเซสเท่ากับมาเลเซีย พร้อมเลิกนโยบายจำกัดการส่งออก 10 %
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยางพาราของไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เนื่องจากราคายางลดลง และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน
"จากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการเก็งกำไรรุนแรงขึ้น และผลจากเงินบาทแข็งค่า จาก 30.58 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 56 เหลือ 28.81 บาท เมื่อวันที่18 เม.ย. 56 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคายางตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และยังมีแนวโน้มลดลงอีก "
นายอุทัย กล่าวว่า จากตัวเลขสถานการณ์ยางของโลกในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจาก 65.97 ล้านไร่ ในปี 2551 เป็น 74.72 ล้านไร่ ในปี 2555 หรือเพิ่มขึ้น 3.47% ต่อปี ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้น 3.62% ต่อปี จาก 10.00 ล้านตัน ในปี 2551 เป็น 11.14 ล้านตัน ในปี 2555 แต่ความต้องการใช้ยางพาราในช่วง 5 ปีกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียง 2.40% ต่อปี จาก 10.15 ล้านตันในปี 2551 เป็น 10.70 ล้านตันในปี 2555
ทั้งนี้ เป็นเพราะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศหลัก ทั้ง สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป นอกจากนี้ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่น เกี่ยวกับหมู่เกาะเตียวหยู หรือเซนกากุ ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นและจีนปิดตัวลง ส่งผลทำให้จีนซื้อยางจากไทยลดลง นอกจากนี้ยังเกิดเพลิงไหม้ที่โกดังเก็บยางจินเต่า โดยรัฐบาลจีนออกประกาศให้เคลียร์ยางออกให้หมดภายใน 15 วัน ส่งผลให้จีนชะลอการซื้อยางจากไทย
นอกจากนี้ อินโดนีเซียใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เสนอราคา SIR 20 ซึ่งถูกกว่ายาง RSS3 ของไทยประมาณเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อตัน ในอนาคตอาจทำให้ไทยเสียฐานลูกค้า
นายอุทัย กล่าวว่า มาตรการสำคัญที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ ประกาศให้งดกรีดยางชั่วคราวในหน่วยงานของรัฐที่มีสวนยาง เพื่อให้ผลผลิตลดลง และไม่ขายยางในสต๊อกอย่างน้อย 2-3 ปี ปรับเงินเซส (cess) ให้เท่ากับมาเลเซีย เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการของไทย รวมถึงอำนวยความสะดวกและจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนการแข่งขัน รวมถึงหาทางชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนจากการประกันราคายางเป็นการสนับสนุนปุ๋ยและ สนับสนุนการใช้ฮอร์โมนเพิ่มผลผลิตยางที่มีอายุเกิน 15 ปี ตามที่สถาบันวิจัยยางได้ทดลอง รวมถึงส่งเสริมให้รวมกลุ่มทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อเตรียมรองรับเออีซี ในปี 2558 ที่สำคัญรัฐบาลต้องเลิกนโยบายจำกัดการส่งออก 10% เพราะทำให้ผู้ประกอบการไม่ลงทุนเพิ่ม









