วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลังงานชงครม.อนุมัติปรับระบบส่งไฟฟ้า

พลังงานเสนอโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออก วงเงิน 12,000 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณา

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.วันที่ 23 เม.ย.นี้ ทางกระทรวงพลังงานเสนอเรื่อง โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในวงเงินลงทุนรวม 12,000 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณา

กระทรวงพลังงาน รายงานว่า โครงการดังกล่าว เป็นการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออก(ในเขต จ.ระยอง, ฉะเชิงเทราและชลบุรี )เพื่อเสริมส้รางความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของระบบส่งไฟฟ้าในภาคตะวันออก ให้รองรับโรงไฟฟ้าที่มีระดับแรงดัน 500 / 230 เควีได้ประมาณ 5,000 เมกกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังสามารถแก้ไขข้อจำกัดด้านระดับกระแสลัดวงจรในระยะยาว

ทั้งนี้ ค่าก่อสร้างโครงการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในส่วนที่ 1 ระบบภาคตะวันออกตอนบน (แล้วเสร็จปี 2560 ) เป็นเงิน 5,950 ล้านบาท และส่วนที่ 2 ระบบภาคตะวันออกตอนล่าง (แล้วเสร็จปี 2562 ) คิดเป็นเงิน 6,050 ล้านบาท และแยกเป็น ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ 2,980 ล้านบาท (เทียบเท่า 96.1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ) และ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและการก่อส้ราง 9,020ล้านบาท

โดยผลตอบแทนการลงทุนของโครงการดังกล่าว ทางกฟผ.รายงานว่า ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์(Economic Internal Rate of Return :EIRR) ร้อยละ 20.62 และผลตอบแทนด้านการเงิน ( Financial Internal Rate of Return :FIRR )ร้อยละ 18.39 และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value Added :EVA.) ประมาณ 12,019 ล้านบาท

สำหรับแหล่งเงินทุน ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.)รายงานว่า จะพิจารณาจาก 2 ส่วน โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ทางกฟผ.จะพิจารณาจากสถาบันการเงินต่างประเทศ ,ธนาคาร/สถาบันเพื่อการส่งออก-นำเข้า,ธนาคารพานิชย์ / สถาบันการเงินเอกชนต่างประเทศและ/หรือ ในประเทศ การออกพันธบัตรลงทุนต่างประเทศ และ/หรือในประเทศ เงินรายได้ของกฟผ. และสินเชื่อผู้ขาย และค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและการก่อส้ราง ทางกฟผ.จะพิจารณา จากแหล่งทุน ได้แก่ธนาคารพานิชย์/สถาบันการเงินเอกชนในประเทศ การออพันบตัร หรือ ลงทุนในประเทศและเงินรายได้ของกฟผ.

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบกับการดำเนินการในโครงการฯดังกล่าวของกฟผ. แต่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เนื่องจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พศ. 2555 -2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ได้กำหนดกรอบปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ( Independent Power Producer : IPP)รอบใหม่ ในช่วงปี 2564 -2573 ซึ่งคาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าใหม่ที่ตั้งบริเวณภาคตะวันออกด้วย เพราะเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมของประเทศไทย ดังนั้น ทางกฟผ.ควรติดตามการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP.อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนดำเนินโครงการให้สอดคล้องและเมาะสมกับสถานการณ์การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนต่อไป

ทั้งนี้ โครงการฯดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฟผ. เมื่อ 27 เม.ย. 2555 และผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 30 มีค. 2556 ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็น ประธานกรรมการ