"กิตติรัตน์"เผยพบการเก็งกำไรค่าเงินบาท เหตุสวนทางกับตัวเลขขาดดุลการค้า แถมส่งออกเดือนก.พ.ยังติดลบ เตือนสถานการณ์ยังผันผวน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการติดตามความคืบหน้าด้านเศรษฐกิจช่วงเช้าของวันนี้ (18 เม.ย.) ว่า พบนักลงทุนบางส่วนนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรในไทย ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนควรจะต้องระมัดระวังความเสี่ยงให้มาก เพราะค่าเงินยังเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับดุลการค้าที่ขาดดุล ประกอบกับการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาติดลบ 5.8% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษออกมาดูแลการเก็งกำไรค่าเงิน เพราะมีหน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดูแลอยู่แล้ว ขณะที่กระทรวงการคลังจะดูแลด้านนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาว
"ส่วนตัวไม่ชอบเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นในลักษณะอย่างนี้ แต่เมื่อแข็งค่าไปแล้ว ภาคธุรกิจควรฉกฉวยโอกาสในการนำเข้าสินค้าเพื่อดำเนินธุรกิจ เพื่อมาชดเชยภาคการส่งออกที่เป็นลบ ซึ่งการนำเข้าที่เป็นโอกาสในขณะนี้จะมาชดเชยสัดส่วนจีดีพีภาคการส่งออกของประเทศได้เช่นกัน พร้อมทั้งช่วยลดความเสียหายของการแข็งค่าของค่าเงินบาทในที่สุด"
ส่วนสถานการณ์เงินบาทในขณะนี้ถือว่าแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปีมาอยู่ที่ 28.82-28.83 บาท/ดอลลาร์ ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยในปี 2556 โดยกังวลว่าเป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 9% อาจได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงอุตสาหกรรมจะพยายามหาแนวทางผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการโรดโชว์ใน 7 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย จีน เมียนมาร์ รัสเซีย บราซิล และประเทศแถบแอฟริกา เพื่อผลักดันให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายให้ได้









