วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.เล็งเพิ่มกู้เงินดอลลาร์รับบาทแข็ง

ผู้ถือหุ้นปตท.อนุมัติแผนกู้เงิน5ปี2.5แสนล้านบาท ใช้รีแฟนน์และลงทุนในอนาคต เล็งเพิ่มสัดส่วนกู้ดอลลาร์ เหตุบาทแข็ง

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นวานนี้ (11 เม.ย.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดหาเงินกู้ของบริษัทในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2556-2560) วงเงินรวม 2.5 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการรีไฟแนนซ์เงินกู้เดิมที่จะครบกำหนดชำระรวม 1.5 แสนล้านบาท และอีก 1 แสนล้านบาทใช้ในการลงทุน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และการร่วมทุน พร้อมทั้งจะหาโอกาสด้านธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ไฟฟ้า และถ่านหิน

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ตามแผนลงทุน 5 ปีของบริษัท จะใช้เงินลงทุนรวม 3.68 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ที่ 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้เงินจากการดำเนิน ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทมีผลการดำเนินงาน 4.5 หมื่นล้านบาท และรายได้เงินปันผลจากบริษัทลูก ทั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTCH) และบริษัท ไทยออยล์ (TOP)

เขากล่าวว่า การจัดหาเงินกู้ 2.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมการลงทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ ซึ่งหากมีโอกาสในการลงทุน ก็คงจะมีการขออนุมัติผู้ถือหุ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะมีการกู้เงิน 2.5 แสนล้านบาท แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ ดีอี (DE) ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.4 เท่า เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นการกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม

"ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทยังไม่มีความต้องการใช้เงิน จึงคงไม่มีการกู้ในช่วงนี้ จะมีการพิจารณากู้อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังประมาณ 4-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะออกเป็นหุ้นกู้ หรือ กู้จากสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตามหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากๆ บริษัทอาจจะพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการกู้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ส่วนจะกู้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องดูให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน"

ทั้งนี้ปัจจุบัน ปตท.มีหนี้รวม 9.7 แสนล้านบาท เป็นหนี้สกุลเงินบาท 66% และเงินดอลลาร์สหรัฐ 37% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่สัดส่วนเงินกู้สกุลดอลลาร์ฯอยู่ที่ 20% สำหรับ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 4.8 % อายุเงินกู้เฉลี่ย7 ปี ในขณะที่10 ปีที่ผ่านมา มีกำไรสะสม 3.3 แสนล้านบาท นับว่ามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง