Aeskimo คือ กระเป๋ากล้องสุดเท่ จัดเต็มทั้ง ดีไซน์+ฟังก์ชั่น พร้อมลูกเล่นแพรวพราว ผลงานของคนหนุ่มวัย 29 ปี นักคิดต่างและมีไฟมุ่งมั่นเต็มร้อย
กระเป๋ากล้องสุดคูล ประทับตรา “เอสกิโม” (Aeskimo) กับโลโก้ชาวเอสกิโมไร้ใบหน้า ที่อวดโฉมอยู่ในโซนนิทรรศการ Design Excellence Award (DEmark) ณ งานแสดงสินค้าของขวัญและของแต่งบ้าน BIG&BIH April 2013 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ผลงานของ บริษัท เอเอสกิโม จำกัด ซึ่งประกาศความเจ๋งด้วยการคว้ารางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศ "DEmark 2012" มาสดๆ ร้อนๆ
เจ้าของกิจการ เป็นคนหนุ่มวัย 29 ปี “นนทน์ พงศ์ไพโรจน์” ควบตำแหน่งผู้ก่อตั้งและผู้จัดการทั่วไป แบรนด์ Aeskimo เขาคือ ดีไซน์เนอร์ฝีมือดี ดีกรีนักเรียนนอก จบปริญญาตรีด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ต่อด้วยโทบริหาร มาจากประเทศอังกฤษ เลยมีมุมมองของทั้งนักออกแบบ และนักบริหาร มาเป็นต้นทุนตั้งต้นกิจการ
ระหว่างเรียนจบและกำลังมองหาอะไรทำ “คนว่างงาน” เลยมักถูกเพื่อนๆ ชวนไปโน่นมานี่อยู่เสมอ หนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นบ่อย คือไปเดินเลือกซื้อกระเป๋ากล้อง สิ่งที่เข้ามาสะกิดใจเขาเวลานั้น คือ กระเป๋ากล้องดีๆ ที่ “ถูกใจ-ใช่เลย” ช่างหายากหาเย็น ที่มีอยู่ก็ล้วนประเภท แบบไม่ได้ ดีไซน์ไม่ดี ขนาดไม่โดน
“ผมมองในฐานะคนไม่เล่นกล้อง แค่รู้สึกว่า ทำไมกระเป๋ากล้องมันดูไม่สวยเหมือนกันหมดเลยนะ”
เขาเริ่มเก็บข้อมูลจากเพื่อนๆ ถึงปัญหาการใช้งานและความต้องการ เวลาเดียวกับที่ลองศึกษาความเป็นไปได้ของตลาด จนพบว่า ส่วนใหญ่คนจะซื้อกล้องจากร้านกล้องทั่วไป ซึ่งไม่ได้เป็นเชนที่ใหญ่มาก กระเป๋ากล้องไม่ได้เป็นสินค้าที่มุ่งลงห้างโดยเฉพาะ ซึ่งนี่อาจจะดีสำหรับแบรนด์เล็กๆ อย่างพวกเขา ที่จะได้มีช่องทางจำหน่าย โดยไม่ต้องพึ่งแต่ห้าง
เพราะน้องใหม่อย่างเอสกิโม ย่อมคุยกับร้านเล็กๆ เพื่อไปฝากขาย ง่ายกว่าห้าง แน่อยู่แล้ว
“มาดูขีดความสามารถ สำหรับการออกแบบมองว่า ทำได้ไม่ยาก ไม่เกินตัว เพราะไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไฮเทคอะไรมากมาย พอทำได้ด้วยตัวเอง ในส่วนการผลิต สำหรับการตัดเย็บ เชื่อว่าคนไทยมีทักษะด้านนี้อยู่แล้ว เมื่อการออกแบบได้ ความสามารถในการผลิตมี ขณะช่องทางขายก็น่าจะพอทำได้ ผ่านสามโจทย์นี้ ก็คิดว่าธุรกิจน่าจะไปรอด”
เขาคิดเรื่องนี้ ในปี 2008 ซึ่ง “นนทน์” บอกเราว่า เป็นช่วงที่ตลาดกล้องบูมสุดๆ เพราะการมาถึงของกองทัพกล้องดิจิทัล ทำให้การถ่ายภาพยากๆ เป็นเรื่องง่ายๆ เหล่า “มือสมัครเล่น” เลยหันมาเล่นกล้องกันเยอะขึ้น
เทรนด์มา พอบวกกับ 3 โจทย์แรก เขาเลยสรุปเอาเองว่า กระเป๋ากล้องนี่แหล่ะ “เข้าตากรรมการ” ที่สุดแล้ว
ข้อมูลแน่น มั่นใจเต็มที่ ก็เริ่มตั้งธุรกิจ โดยเอาฤกษ์เอาชัย “วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 เวลา 9 โมง 9 นาที” แต่สินค้าก็ไม่ได้คลอดออกมาในตอนนั้น เขาใช้เวลาศึกษาการใช้งาน จนสรุปแบบร่างเสร็จ และลองขึ้นเป็นชิ้นงานจริงในปี 2010
ในวันแรกที่เปิดตัว กระเป๋ากล้องแบบเอสกิโม ก็มาพร้อมความแตกต่าง
อย่างดีไซน์ที่ออกแนวแฟชั่น สปอร์ต แตกต่างจากกระเป๋ากล้องหน้าตาจำเจทั่วๆ ไป ขณะที่ขนาดกระทัดรัดและบาง มีระบบสายผ่อนแรงถ่ายเทน้ำหนัก จึงช่วยลดอาการบาดเจ็บและเมื่อยล้าจากการสะพายได้ รองรับการใช้งานในทุกท่วงท่า แพรวพราวไปกว่านั้น เมื่อพวกเขาออกแบบกระเป๋าให้เปิดจากด้านหลัง จึงช่วยให้หยิบใช้ง่าย ที่สำคัญคือป้องกันการถูกล้วงกระเป๋าได้อย่างเยี่ยมยุทธ์
ด้วยทักษะด้านการออกแบบ ที่เขายอมรับว่า ไม่ได้เป็นนักธุรกิจจ๋า จึงใส่ไอเดียไปกับกระเป๋าอย่างเต็มที่ โดยเน้นวัตถุดิบที่ดี เป็นหนังเทียมชนิดเดียวกับที่หุ้มเบาะเรือยอร์ช ซึ่งทั้งทนร้อนและกันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม ตัดเย็บปราณีต
ขณะที่กระเป๋าแต่ละใบก็สุดซับซ้อน เช่นรุ่น LittleAive ซึ่งมีขนาดใหญ่สุด มีชิ้นส่วนมากถึง 120 ชิ้น และต้องผ่านขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนมากถึง 200 ขั้นตอน ใช้เวลาในการผลิตต่อใบมากกว่ากระเป๋าทั่วไปถึง 10 เท่า!
ที่ต้องทำกันขนาดนี้ ไม่แค่ป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ผลงานทุกชิ้นจากเอสกิโม “คุณภาพเป็นที่หนึ่ง”
ลงทุนกับทุกขั้นตอนการผลิต และจัดหนักกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงลิ่ว เพราะเขาบอกว่าไม่ตั้งใจจะทำ “ของถูก” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“เราไม่ได้ตั้งใจทำของถูก เพราะอยากให้เมืองไทยมีแบรนด์ของตัวเองที่ดีๆ สักแบรนด์ ผมรู้สึกว่าเรื่องตลาดของถูกให้พี่จีนไปเถอะ แข่งไปเราก็ตายเปล่า เหลือแค่ตลาดกลางและบน ซึ่งของเราตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูง เพราะมองว่า จากสูง ยังขยับลงมาได้นิดหน่อย แต่ถ้าเริ่มต้นจากกลางๆ แล้วขึ้นไปสูงยากกว่ามาก”
เขาบอกจุดยืน ที่มาของการตั้งราคาขายตั้งแต่ขนาดเล็กสุด 890 บาท จนไปถึงใหญ่สุดที่ 8,600 บาท
“ลูกค้ากลุ่มแรกๆ เราจับงาน โฟโต้แฟร์ งานของคนเล่นกล้องโดยเฉพาะ พบว่าสินค้าของเราถ้าเป็นมือโปรฯ เขาจะไม่ค่อยสนใจ แต่จะโดนใจกลุ่มคนออฟฟิศมากกว่า โดยเปิดตัวครั้งแรก ทำออกมาแค่รุ่นเดียว ปรากฏขายหมดเกลี้ยง และหมดก่อนจบงานด้วยซ้ำ ก็เริ่มมีกำลังใจขึ้น”
ใจชื้นขึ้นมา แต่อุปสรรคก็พร้อมจะท้าทาย “มือใหม่” อย่างเขา เมื่ออยู่ๆ โรงงานที่ผลิตให้ เกิดปิดตัวไปซะอย่างนั้น
“ตอนแรกก็คิดว่าดีแล้ว น่าจะได้ตลาดแล้ว ปรากฏโรงงานเกิดปิด ธุรกิจหยุดชะงัก ต้องไปหาที่ใหม่อีก ซึ่งใช้เวลากว่าเดือน กว่าจะหาได้ แต่เนื่องจากกระเป๋าของเราซับซ้อนเกินไป เทคนิคเยอะ ชิ้นส่วนก็เยอะ เรียกว่ากว่าจะเข้าระบบได้ ก็ใช้เวลาถึง 7 เดือนเต็ม”
พอเริ่มเข้าขากับที่ใหม่ เทวดาก็ท้าทายพวกเขาอีกครั้ง เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 กำลังการผลิตหาย การขาย “ย่ำอยู่กับที่” ต้องมาเซ็ตระบบกันใหม่
“ระหว่างนั้นเราก็ไม่หยุดนิ่ง แต่ดีไซน์ของใหม่ออกมา เพื่อใช้เศษจากกระเป๋าใบใหญ่มาทำประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนบทเรียนจากครั้งแรก เลยตัดสินใจไม่ใช้โรงงานเดียว เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ธุรกิจจะหยุดชะงักทันที ต้องเริ่มกระจายความเสี่ยง”
ในปี 2555 เอสกิโม กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่สวยหรูอย่างครั้งแรก เขาบอกว่า ขายยากขึ้น เพราะคน “ไม่มีกำลังซื้อ” และ “ไม่มีอารมณ์ซื้อ” เลยหนักไปทางมาดู มากกว่าควักกระเป๋า แต่คนหนุ่มมีหรือจะท้อ เขาบอกว่า ก็ต้องพยายามออกสินค้ามาให้ครบ และดิวกับร้านค้าให้ได้ รวมถึงเพิ่มช่องทางเว็บไซต์ ขยายกิจการจากสองมือต่อไป
โดยยังมั่นใจว่าธุรกิจกระเป๋ากล้อง ไม่เหมือนกล้อง หรือมือถือ เพราะไม่มีทาง “ตกรุ่น” ง่ายๆ
“จริงๆ ผมเป็นคนขี้ท้อนะ ท้อบ่อยมาก ผมว่า ท้อได้นะ แต่ห้ามหยุด ห้ามเลิก โชคดีที่ก่อนหน้านี้ ผมแทบไม่ได้จ้างใครเลย เงินเลยลงกับของหมด มองว่าถ้าแย่สุดๆ ก็แค่ขายทุกอย่างทิ้ง ได้คืนกลับมา 50-70% ก็พอแล้ว”
เมื่อไฟมุ่งมั่นกลับมา เป้าหมายก็ชัดเจนขึ้น คือ อยากให้ทุกคนที่เห็นเอสกิโม แล้วรู้สึกได้ถึงแบรนด์คุณภาพ
“ผมอยากให้ เอสกิโม เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทย ที่ทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่า Made in Thailand แสดงว่าต้องดีแน่ๆ”
เขาฝากความหวังไว้ ในฐานะคนหนุ่มวัย29 ที่มีอนาคตอีกไกลบนเส้นทางนี้ ขอแค่ไม่ท้อไปก่อนเท่านั้น
..............................................
Key to success
คิดธุรกิจแบบ “เอสกิโม”
๐ เริ่มธุรกิจจากการแก้ปัญหาผู้ใช้งาน
๐ สินค้าต้องตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชั่น ดีไซน์ และธุรกิจ
๐ ทำของแพง ไม่แข่งราคา คุณภาพสูง
๐ ทำธุรกิจต้องวางแผน
๐ หัดคิดสวนทางกับคนอื่น ไม่ไปเล่นตลาดซ้ำๆ
๐ รู้จุดแข็งและทำมันให้ดีที่สุด





