สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เผย ผลสำรวจหุ้นไทยจากนี้มีลุ้นทะลุ 1,700 จุด รับแรงหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการลงทุนปี 2556 พบว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีหุ้นปีนี้จะมีจุดสูงสุดเฉลี่ย 1,704 จุด และดัชนีปลายปีจะอยู่เฉลี่ย 1,625 จุด ซึ่งผลสำรวจยังพบว่านักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ประเมินดัชนีสูงสุดระหว่างปีอยู่ที่ 1,850 จุด และ บล.ไอวี โกลบอล มองดัชนีปิดสิ้นปีสูงสุด ที่ 1,720 จุด
ปัจจัยบวกสำคัญมาจากโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์สัดส่วนในปัจจัยบวกนี้ 94% ปัจจัยบวกที่สองคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน 20% ซึ่งเป็นประมาณการที่สูงกว่าการสำรวจครั้งก่อนที่ประเมินการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ 15% โดยนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักปัจจัยบวกนี้ 88% และปัจจัยที่สามคือ มุมมองต่อการลงทุนของเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ โดยให้น้ำหนัก 75%
"ในปี 2555 เศรษฐกิจประเทศเติบโตมาด้วยภาคการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ปีนี้การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโต โดยเชื่อว่าในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้นบาทครั้งนี้ จะเป็นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะ 3 ปี"
ส่วนปัจจัยลบที่จะส่งผลต่อดัชนีหุ้นไทยจากนี้ คือความเสี่ยงจากการที่ P/E หุ้นไทยโดยเฉลี่ยเริ่มแพง ซึ่งนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักในความเสี่ยงนี้มากสุดที่สุด ถึง 81% ความเสี่ยงที่สองที่กังวลคือปัญหายูโรโซน โดยนักวิเคราะห์ให้น้ำหนัก 75% และปัจจัยที่สามคือความเสี่ยงทางการเมือง อาทิเช่น พรบ.เงินกู้ การตรวจสอบนายกรัฐมนตรี โดยนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักปัจจัยเสี่ยงนี้ 69%
นักวิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ที่เฉลี่ย 4.9% ซึ่งสูงกว่าประมาณการในการสำรวจครั้งก่อนที่มองการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.6% ในขณะที่คาดอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปีนี้จะเติบโตเฉลี่ย 20.3% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ในการสำรวจครั้งก่อนที่มองไว้ 15%
ขณะที่ราคาทองคำสิ้นปี 2556 นักวิเคราะห์มองว่า จะปรับตัวลงมาอยู่ที่ 24,334 บาทต่อบาททองคำ และคาดนักลงทุนต่างชาติ จะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้คิดเป็นมูลค่า 27,000 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ น่าจะซื้อสุทธิราว 8,125 ล้านบาท และพอร์ตโบรกเกอร์จะซื้อสุทธิ 2,000 ล้านบาท ต่อความคิดเห็นเรื่องคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) นักวิเคราะห์ส่วนมากประเมินกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จะเติบโตมากที่สุด เฉลี่ย 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โตเป็นดับสองเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคารจะเติบโตเฉลี่ย 24.84%
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเห็นว่า ภาครัฐรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม รวมถึงดำเนินนโยบายภาษีและดอกเบี้ยให้เหมาะสม โดยแนะรัฐบาลควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นการบริโภคและกำลังซื้อ ขณะที่ในส่วนอัตราดอกเบี้ยส่วนมากมองว่าน่าจะคงไว้เท่าเดิมที่ 2.75%
ส่วนคำแนะนำการลงทุนในช่วงที่เหลือจากนี้ นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นลง หลังจากที่ระดับดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตหุ้นเหลือ 40% จากการสำรวจครั้งที่แล้วที่แนะนำให้ลงทุน 45% และเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ เป็น 22% เทียบกับการสำรวจครั้งที่แล้ว ที่แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้เพียง 17%









