วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพบูลย์'ชี้หุ้นไทย'ขาขึ้น'อีก2-3ปี

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยมองหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นแรง คาดภาวะ "กระทิง" ต่อเนื่องอีก 2-3 ปี หากไม่มีปัญหาการเมือง-เกิดวิกฤติอีกรอบ

วานนี้ (29 มี.ค.) งานสัมมนา "Tisco Wealth -กรุงเทพธุรกิจ Investment Forum" ภายใต้หัวข้อ "วงจรการลงทุนรอบใหม่" จัดโดย ทิสโก้ กรุ๊ป และ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่งและเงินทุนมีโอกาสไหลเข้าในช่วงปลายปีนี้มากขึ้น จากแรงหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวปาฐกถาเรื่อง "ฟันด์โฟลว์ มาดี หรือ มาร้าย" ว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือเป็นตลาดกระทิงต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี จะเห็นได้จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่จะโยกจากตลาดตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้น บนพื้นฐานไม่มีปัญหาทางการเมือง และไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าสภาพคล่องในระบบจะมีจำนวนมาก จากการอัดฉีดเม็ดเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะการอัดฉีดคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่เม็ดเงินเหล่านั้นไหลเข้าตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินใหม่ๆ ไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 0.5% ขณะที่มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นปีละกว่า 10% ในเอเชียและไทยก็มีลักษณะที่เหมือนกัน

ปัจจุบันแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพันธบัตรและตราสารหนี้ต่างๆ ปรับลดลง จึงมีโอกาสที่จะเห็นการโยกเงินครั้งใหญ่ หรือ Great Rotation จากตลาดตราสารหนี้มายังตลาดหุ้น โดยคาดว่าจะได้เห็นในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า

"สภาพคล่องที่เข้ามา มีผลต่อตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เข้าตลาดบอนด์ แต่มีแนวโน้มว่าเม็ดเงินเหล่านั้นจะโยกเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้มีโอกาสที่หุ้นไทยจะทะลุจุดสูงสุดเดิมที่อยู่ที่ 1,798 จุดในช่วงที่มีการโยกเงิน แม้ว่าในอนาคตเฟดจะหยุดอัดฉีดคิวอี ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยากับตลาดหุ้นในช่วงแรก แต่ในระยะต่อไปตลาดหุ้นก็ยังปรับขึ้นได้ จากความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และจากเม็ดเงินที่จะโยกจากตลาดบอนด์เข้ามาในตลาดหุ้น"
ชี้ตลาดหุ้นปรับขึ้นแต่มีพื้นฐานรองรับ

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ตลาดหุ้นไทยยังไม่แพง และยังไม่สายเกินไปที่จะเข้าลงทุน แม้ปัจจุบันดัชนีจะปรับขึ้นสูงมาก แต่ก็มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะการเติบโตของกำไรบจ.หรือ อีพีเอส (EPS) ที่เติบโตในระดับที่ใกล้เคียงกับดัชนี เห็นได้จากเมื่อเทียบกับปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมา 107% แต่กำไรบจ.ก็เติบโตในระดับ 99% ขณะที่เมื่อเทียบกับปี 2554 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 49% กำไร บจ.ปรับขึ้น 40%

"เงินทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นรอบนี้ ยืนยันว่ามาดี โดยเข้าซื้อในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เช่น กลุ่มสื่อสาร อาหาร ธนาคารและพลังงาน และขายในกลุ่มที่ราคาปรับขึ้นแรง เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพาณิชย์ ก่อสร้าง และท่องเที่ยว เป็นต้น"