I snap Hot Issue 26 มี.ค. "ไพบูลย์" ชี้เคลื่อนไหวผิดปกติ เหตุเก็งกำไรสูง
นักวิเคราะห์เตือนหุ้นไทย "ขึ้น-ลง" แรง ลงทุนต้องระวัง ดูปัจจัยพื้นฐาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย รับ 2 จุดเปราะบาง "รายย่อยเก็งกำไรสูง-นักลงทุนสถาบันน้อย" ประเมินระยะยาวยังไปได้ ด้าน บล.กสิกรเตือนแนวโน้มหุ้นไทยผันผวนหนัก ขณะที่หุ้นดีดกลับกว่า 44 จุด หลังจากนักลงทุนสถาบันโหมซื้อหุ้น จากคนแห่ซื้อกองทุน
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดวานนี้ (25 มี.ค.) ปรับขึ้นแรงตลอดวันจากแรงซื้อกลับของนักลงทุน หลังจากเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มากกว่า 100 จุด เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากต่างประเทศ หลังจากไซปรัสจะรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในระหว่างวัน ดัชนีปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,491.01 จุด ปรับสูงสุดที่ระดับ 1,525.42 จุด โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,523.95 จุด ปรับขึ้น 44.98 จุด หรือ 3.04% มูลค่าการซื้อขาย 58,345.60 ล้านบาท
การซื้อขายวานนี้ ปรากฏว่านักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2,550.02 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิได้แก่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 897.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ 718.08 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไป 934.66 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวในรายการ Market Wise “กรุงเทพธุรกิจทีวี” วานนี้ (25 มี.ค.) ว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผิดปกติมา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 100-200% ในระยะเวลาอันสั้น โดยมีกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มใช้จังหวะนี้ทำให้ราคาหุ้นสูงจนผิดปกติ
ปัญหาส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนรายย่อยขาดข้อมูลในการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท แต่มีการวิเคราะห์หรือเผยแพร่ข้อมูลการลงทุนเพียง 150 บริษัทเท่านั้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดข้อมูลเพื่อใช้ตัดสินใจในการลงทุน แต่ลงทุนตามกระแสข่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ความผิดปกติของดัชนีตลาดหุ้นไทย เห็นได้ชัดเจนจากการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นลดลงประมาณ 3% โดยราคาหุ้นขนาดเล็กปรับตัวลดลง 15-20% ตลาดเอ็มเอไอ ลดลง 8% ดัชนี SET50 ปรับลดลง 3% สะท้อนภาพชัดเจนว่ามีการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กที่ไม่มีข้อมูลการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย อยู่ระหว่างการจ้างบริษัทที่ 3 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนใช้ตัดสินใจในการลงทุน โดยคาดว่าจะครอบคลุมบทวิเคราะห์เพิ่มเป็น 250 บริษัท








