กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าเจรจาอียู เลิกใช้มาตรการเอดีข้าวโพดหวานกระป๋องจากไทย หลังเก็บภาษีเอดีมาแล้ว 5 ปี
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไปยังสหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม และเยอรมนี เพื่อเจรจาให้สหภาพยุโรป (อียู) ยกเลิกการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กับข้าวโพดหวานกระป๋องไทย หลังจากอียูได้เรียกเก็บอากรเอดีสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2550 ในอัตรา 3.10-14.30% ของราคาส่งออกซีไอเอฟ หรือมูลค่าของสินค้าที่นำเข้า รวมค่าระวางบรรทุกและค่าประกันภัยจนถึงประเทศผู้นำเข้า เป็นเวลา 5 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในของอียูไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าไทย
"สาเหตุที่ไทยต้องการให้อียูยกเลิกการใช้มาตรการดังกล่าว เพราะอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานกระป๋องของอียูได้รับประโยชน์จากการปกป้องมาแล้วถึง 5 ปี และมีสถานะดีขึ้น อีกทั้งกำลังการผลิตของอียูเองก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ และต้องนำเข้า ขณะเดียวกันปริมาณการนำเข้าข้าวโพดหวานจากไทย ไม่ได้ก่อความเสียหายกับผู้ผลิตของอียู ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องขอให้อียูยุติการใช้มาตรการนี้"นายสุรศักดิ์กล่าว
ขณะเดียวกันสหราชอาณาจักร และเยอรมนี สนับสนุนไทย ที่จะให้อียูยกเลิกใช้มาตรการนี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในอียู เนื่องจากอุตสาหกรรมภายในของอียูมีการผูกขาด และมีผลผลิตไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามหน่วยงานไต่สวนการทุ่มตลาดของอียูแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาข้อคิดเห็น และข้อโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงขอให้ผู้ผลิต และผู้ส่งออกไทยจัดส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมไปให้อียู โดยเฉพาะความแตกต่างด้านราคาของข้าวโพดหวานที่ส่งไปขายในอียูและประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม หากอียูยกเลิกใช้มาตรการนี้ จะทำให้การส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องของไทยไปอียูเพิ่มขึ้น โดยในช่วงก่อนการใช้มาตรการเอดีในปี 2549 ไทยส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องไปอียู มูลค่า 1,414 ล้านบาท แต่หลังจากใช้มาตรการนี้ มูลค่าลดลงเหลือเพียง 837 ล้านบาทเท่านั้น ในทางกลับกัน หากอียูยังใช้มาตรการเอดีต่อ ปริมาณส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังอียูจะลดลงอีก และไทยจะหันไปส่งออกไปประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าข้าวโพดหวานกระป๋องไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจาก 26,478 ตัน ในปี 2551 เป็น 49,170 ตันในปี 55 คิดเป็นมูลค่า 774 ล้านบาท และ 1,613 ล้านบาท ตามลำดับ









