"ทนง พิทยะ"อดีตรมว.คลัง เปิดใจ"กรุงเทพธุรกิจ" กรณีที่รัฐบาลประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท
นายทนง กล่าวว่า กรณีรัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือเมกะโปรเจคนั้น จะต้องคำนวณตลอดเวลาเลยว่าแต่ละปี ต้องลงทุนโครงการอะไรบ้าง แต่ละปี แต่ละโครงการเท่าไหร่ หลังจากนั้นมาดูการเก็บภาษีและการเจริญเติบโต ความสามารถในการชำระหนี้เราจะรักษาได้อย่างไร พูดง่ายๆ เราต้องการให้ภาระหนี้ของประเทศต่อรายได้ประชาชาติ ไม่เกินร้อยละ 50
"ผมจำได้ว่ามีปีเดียวที่ยอมให้เกินร้อยละ 50 หลังจากนั้นต้องลงมาต่ำกว่าร้อยละ 50 ตลอดเวลา ผมอยากเห็นวิธีการอย่างนี้ ซึ่งแน่ใจว่าการชำระหนี้ไม่มีปัญหา จากโครงการทั้งหมด 2.2 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่โครงการใหม่"
อย่างไรก็ตามในการทำโครงการต้องคำนึงถึงความสามารถในการเติบโตของประเทศ การจัดลำดับความสำคัญว่า โครงการไหนมาก่อนและโครงการไหนมาทีหลัง โครงการไหนควรจะเป็นของรัฐ โครงการไหนจะเป็นของส่วนรวม คือ ภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นถ้าทำเป็นขั้น ตอนที่ชัดเจนเมื่อไร ก็สามารถออกมาเป็นระลอกๆได้ เป็นกลุ่มๆ ที่สำคัญๆได้ ก็แค่นั้นเอง ถ้าถามว่าควรจะมีหรือไม่ แน่นอนโครงการเหล่านี้ ควรจะมีเพื่อช่วยโลจิสติกส์และเรื่องของระบบขนส่งของประเทศแน่นอน
"ที่สำคัญคือเราต้องใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือเงินกู้ที่เราใช้ไปสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะสร้างความสามารถในการชำระหนี้เราได้ ก็เหมือนกับนักธุรกิจที่ดี ทำธุรกิจแล้วมีกำไร สามารถจะจ่ายหนี้สินพร้อมดอกเบี้ยได้ โดยไม่มีปัญหาอะไร"
นายทนงแนะนำให้รัฐบาลวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวของประเทศ โดยต้องคำนึงถึงว่าภาระหนี้ของประเทศ ไม่ควรเกินเท่าไหร่ เสร็จแล้ว ก็ดูความสามารถที่จะลดภาระหนี้นั้น จากความสามารถชำระหนี้ จากการเติบโตเศรษฐกิจของเรา ได้อย่างไรบ้าง
ขณะนี้เขายังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดไฟแนนซ์อย่างไร เพียงแต่มองภาพว่า การที่จะออก พ.ร.บ. คลุมทั้ง 2.2 ล้านล้าน บางทีมันทำให้เกิดความไม่แน่ใจของประชาชน ของพรรค การเมืองฝ่ายค้าน เป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีได้ แต่ถ้าเราสามารถที่จะแบ่งออกมาเป็นกลุ่มๆ การลงทุนได้ อาจจะอธิบายประชาชนได้ชัดเจนขึ้น ว่าอันไหนสำคัญ อันดับ 1,2,3,4,5 และลงทุนทีละลำดับ ต่างประเทศเองก็จะมองว่า เราได้มีการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และคำนึงถึงความสามารถชำระหนี้ด้วย
รัฐบาลควรคิดในรายละเอียดมากขึ้น อาจจะออกตามความสำคัญ ในลำดับแรก คือ กลุ่มของรถไฟรางคู่ ใช้เงินเท่าไหร่ ก็ออกเป็น พ.ร.บ.ของตัวนั้น จัดงบประมาณ ให้ชัดเจนเลยสำหรับรถไฟรางคู่ เพื่อที่จะขนส่งสินค้า แก้ไขปัญหาโลจิสติกส์ ประหยัดพลังงานจากการใช้น้ำมันของรถบรรทุก ซึ่งต้องข้ามภูเขา เป็นต้น อันนั้นก็เป็นด้านหนึ่ง
ส่วนขนส่งมวลชนทำอย่างไรที่ทำแล้วสามารถประหยัดพลังงาน ลดมลภาวะที่เกิดขึ้น ลดการนำเข้าน้ำมัน มันก็ต้องชี้แจงเป็นกลุ่มๆ ไป ตามความสำคัญของแต่ละกลุ่ม จากความสำคัญของแต่ละกลุ่มนั้น กลุ่มไหนที่จะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก ก็ต้องทำก่อน กลุ่มไหนสร้างรองลงมา ก็ทำรองลงมา
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลจะออก พ.ร.บ.กู้เงินก้อนใหญ่นั้น อาจจะเหนื่อยในการชี้แจง มองภาพว่าอาจจะเหมือนอย่างไทยเข้มแข็งที่พยายามออกมา ไม่ได้เป็น พ.ร.บ. แต่ไม่ได้ออกเป็นงบประมาณ ออกมาเป็นแผนก้อนใหญ่เลย ก็ไม่เป็นไร เป็นแผนงาน แต่ตราบใดที่ออกมาเป็น พ.ร.บ.ก้อนใหญ่เลย ก็อาจจะมีเสียงไม่เห็นด้วยเยอะ เนื่องจากรายละเอียดไม่เพียงพอ
"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบสอบ โดยตรวจสอบทีหลังได้ เพราะพ.ร.บ.งบประมาณออกเป็น พ.ร.บ.ต้องมีระบบตรวจสอบอยู่แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรประชาชนจะมองว่า อะไรสำคัญกว่าอะไร เพราะอะไร ตอบคำถามประชาชนให้ได้ดีกว่า"
อย่างไรก็ตามนายทนงทิ้งท้ายเอาไว้ว่า การออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ส่งผลดีต่อตลาดทุนแน่นอน เชื่อว่าตลาดจะตอบรัฐกับการที่รัฐจะลงทุนเพิ่มอีก 2 ล้านล้าน โดยสภาฯเห็นชอบ









