"บีโอไอ"เตรียมพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ เคาะประเภทกิจการที่จะยกเลิกส่งเสริมการลงทุน หาแนวทางหนุนการลงทุนเอสเอ็มอี
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานในวันที่ 13 มี.ค.2556 จะพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2556-2560) และบีโอไอได้รับฟังความเห็นผู้ประกอบการทั่วประเทศมาแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการให้ความเห็นเกี่ยวกับการปรับแนวทางการส่งเสริมตามเขตพื้นที่หรือระบบโซนมาเป็นการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค ซึ่งมีผู้ประกอบการบางส่วนเห็นว่าระบบโซนยังมีความสำคัญเพื่อให้เกิดการลงทุนในต่างจังหวัด
นายอุดม กล่าวว่า ผู้ประกอบการบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตัดประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนออก ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะพิจารณาความเห็นของผู้ประกอบการว่าควรตัดประเภทกิจการออกตามร่างเดิมที่กำหนดไว้ 80 กิจการ หรือไม่อย่างไร โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอาจมีความเห็นเพิ่มเติมให้ไปรับฟังความเห็นเพิ่มเติมก็ได้ แต่ถ้ากิจการใดที่สอดคล้องกับแนวทางของร่างยุทธศาสตร์ใหม่ก็อาจกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมสีเขียว
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาการปรับสิทธิประโยชน์ใหม่ และการทบทวนประเภทกิจการที่อาจถูกยกเลิกส่งเสริม โดยร่างเดิมกำหนดให้ยกเลิกกิจการที่จะส่งเสริมลงทุนประมาณ 80 กิจการ แต่เมื่อไปรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการแล้วไม่เห็นด้วย เพราะจะไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งทำให้บีโอไอปรับร่างยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจะพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการที่ไปลงทุนในเขต 3 เพื่อลดผลกระทบการเลิกส่งเสริมตามเขตที่ตั้ง และอาจพิจารณาสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีกับผู้ประกอบการแทน
ขณะที่ ผู้ประกอบการให้ความเห็นว่า ร่างยุทธศาสตร์ใหม่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ และเป็นเงื่อนไขที่เอสเอ็มอีไทยขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ยาก ซึ่งบีโอไอรับข้อเสนอนี้มาและจะพิจารณากำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับเอสเอ็มอี โดยนำมาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่เอสเอ็มอีที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ปรับปรุงมาเป็นแนวทางในร่างยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งมาตรการส่งเสริมการลงทุนเอสเอ็มอีที่ผ่านมาใช้ได้ผลแต่ต้องปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ใหม่
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังจะพิจารณาส่งเสริมการลงทุนรวม 26 โครงการ มูลการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท โครงการที่จะพิจารณาครั้งนี้กระจายอยู่ในหลายประเภทกิจการและส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และยางรถยนต์ รวมทั้งการขนส่งทางอากาศที่มีสายการบินรายใหญ่เตรียมจะลงทุนจัดหาเครื่องบินใหม่รวมวงเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายเส้นทางการบินใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีโครงการลงทุนในกิจการบริการสาธารณูปโภค โดยฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมและพลังงานชีวมวลที่มีผู้ประกอบการสนใจลงทุนต่อเนื่อง และที่เหลือเป็นโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร ห้องเย็นแช่แข็ง สิ่งทอ ปิโตรเคมีและนิคมอุตสาหกรรม







