"อภิสิทธิ์" นำทีมปชป.ชมนิทรรศการไทยแลนด์ 2020 ลั่นไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาชมนิทรรศการไทยแลนด์ 2020 ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะโดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากที่ดูการนำเสนอการลงทุนของรัฐบาลเป็นการสานต่อแผนงานเดิมที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วางแผนไว้ เช่นรถไฟรางคู่ ระยะที่ 2 และการปรับปรุงระบบรางโดยรวม บวกกับเส้นทางใหม่เช่น เด่นชัย มุกดาหาร นครพนม ทั้งหมดนี้อยู่ในแผนเดิม มีรถไฟความเร็วสูงที่เพิ่มเข้ามา แต่มีความต่างในความคิดคือทางพรรคเห็นว่าควรจะไปจ.หนองคาย และเชื่อมไปที่มาเลเซียก่อน แต่รัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจหยิบที่จ.นครราชสีมาและหัวหิน ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการเสียโอกาสในการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงของจีน ที่ทำจากลาวมาชายแดนไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าประเด็นที่เป็นห่วงคือการหาเงินมาทำโครงการเพราะไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เนื่องจากเชื่อว่าจากแผนที่กำหนดจะใช้เงินปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท สามารถบริหารจัดการระบบงบประมาณได้โดยตัดโครงการที่ไม่จำเป็น ลดการรั่วไหลจากการทุจริต แต่ถ้ามุ่งไปสู่การกู้เงินก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงตามระบบงบประมาณ ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการประเมินสถานะการเงินการคลัง และความโปร่งใสด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนี้ยกเว้นระเบียบการจัดซื้อการจัดจ้าง และใช้วิธีพิเศษแทน เช่นการออกพ.ร.ก. กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท รัฐบาลก็จัดนิทรรศการเช่นนี้ แต่สุดท้ายการดำเนินการก็ไม่มีความชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นายชัชชาติ รับฟังความเห็นต่างของตนเรื่องการจัดลำดับโครงการ แต่จะนำความเห็นนี้ไปทำอะไรหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของรัฐบาล ทั้งนี้ตนไม่ได้ถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกที่จะออกพ.ร.บ.กู้เงินแทนการจัดสรรตามระบบงบประมาณตามปกติ แต่นายกิตติรัตน์ พยายามชี้แจงว่าการกู้เงินไม่กระทบต่อเสถียรภาพ ซึ่งยังไม่ได้คุยในเชิงระบบว่าเมื่อรัฐบาลทำแบบนี้จะทำให้ระบบงบประมาณไร้ความหมาย ในเชิงติดตามตรวจสอบ และไม่ได้พูดถึงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะการแยกเงินลงทุนออกจากการจัดงบประมาณปกติ โดยเลี่ยงใช้การออกกฎหมายกู้เงินแทนนั้น จะมีผลต่อวินัยการเงินการคลัง เพราะทำให้ไม่รู้สถานะที่แท้จริงเหมือนกับสิ่งที่รัฐบาลทำในขณะนี้ ก็อ้างว่าการจัดสรรงบประมาณน้อยลงในปี 2557 แต่เมื่อดูจากการกู้เงินก็จะเป็นสถานะการเงินการคลังที่แท้จริงของประเทศ ดังนั้นการที่รัฐบาลทำให้มีเงินกู้แยกออกเป็นหลายบัญชี เชื่อว่าบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญดูออก แต่เกรงว่าคนที่ทำนโยบายเองที่จะไม่เที่ยงตรงกับตัวเอง เพราะมีการวางเป้าหมายจัดงบสมดุลในปี 2560
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ก็มีคำถามว่าความจริงแล้วหนี้จะเพิ่มไปเท่าไหร่ แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ แต่วิธีการนำเงินมาใช้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ตนยืนยันว่าหากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้บริหารงานต่อ สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์ว่ารัฐบาลจะต้องไปทบทวนโครงการที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสมมุติฐานหลายอย่างของรัฐบาลก็ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เช่นระบุว่าการจำนำข้าวจะไม่ขาดทุนหลังปี 2556 ก็ไม่ทราบว่าสมมุติฐานการคลังคืออะไร เพราะในปีแรกขาดทุนไปแล้ว 2 แสนล้านบาท หากทำต่อเนื่องก็จะขาดทุนทุกปีปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท







