คลังเร่งสร้างความมั่นใจ จัดนิทรรศการลงทุน 2 ล้านล้านบาท คาดจีดีพีโตเพิ่มปีละ 1% รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มเป็น 1 หมื่นดอลลาร์/ปี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดการสัมมนายุทธศาสตร์การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังได้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ยุทธศาสตร์และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วยเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท โดยเน้นย้ำถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต ภายใต้การเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมือAEC ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไทยถือว่า มีความพร้อมที่จะดำเนินการ เนื่องจาก ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องสูง การจ้างงานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ที่สำคัญ ระดับทุนสำรองอยู่ก็อยู่ในระดับที่สูง ฉะนั้น การลงทุนครั้งนี้ถือว่า มีความเหมาะสมและถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศ
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.)กล่าวระหว่างเสวนาหัวข้อ”ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ” โดยเขาประเมินว่า หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2 ล้านล้านบาทของประเทศเกิดขึ้นจริง จะทำให้ภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มจาก 5 พันดอลลาร์ต่อปี เป็น 1 หมื่นดอลลาร์ต่อปี เนื่องจาก การลงทุนดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตได้เฉลี่ย 6% ต่อปี และจะมากกว่านั้น หากเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านมีการเติบโตควบคู่ไปกับเราด้วย
"ถ้าเราลงทุนเฉลี่ยปีละ 2-3 แสนล้านบาท อย่างน้อยจีดีพีเราจะเพิ่มประมาณ 0.5% ก็จะทำให้จีดีพีเราโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% แต่การลงทุนนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเราขยายตัวตามไปด้วย เพราะเขาก็จะลงทุนให้สอดคล้องกัน ที่ผ่านมา เราประเมินเพียงจีดีพีภายในประเทศ เช่น ปีก่อนเราประเมินจีดีพีโต 5.5-5.7% แต่จริงๆแล้วทำได้ถึง 6.4% เพราะเราไม่ได้ประเมินเศรษฐกิจที่ขยายตัวของประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น เราก็ดีขึ้น ฉะนั้น การลงทุนครั้งนี้ ก็จะถือเป็นการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน แต่หากเราไม่ลงทุน ก็ถือเป็นการขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจเขาด้วยเหมือนกัน"เขากล่าว
เขามองด้วยว่า การลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะที่ดี ปัจจัยสำคัญ คือ อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนเงินกู้ต่ำไปด้วย กล่าวคือ ในอดีตอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7-8% แต่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 3-5% ขณะที่ ความเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ ก็ถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล แต่ทางกระทรวงการคลังก็ยืนยันระดับหนี้สาธารณะที่จะไม่เกิน 50% ต่อจีดีพี ซึ่งระดับมาตรฐานสากลที่นักลงทุนกังวล คือ เกิน 60% ต่อจีดีพี อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การลงทุนที่ว่านี้ จะเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ รวมถึง ความโปร่งใสในการประมูลโครงการ
"ถ้าเราไม่ลงทุนในขณะนี้ จะถือว่า เราเสียโอกาส ฉะนั้น สิ่งที่น่ากลัวในขณะนี้ คือ ไม่ได้กลัวเรื่องการลงทุนจะเกิดขึ้น แต่กลัวว่า การลงทุนจะไม่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนครั้งใหญ่ในอดีตไม่เกิดขึ้น ครั้งนี้ ก็ถือเป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน แต่การลงทุนผ่านพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ก็จะเป็นจุดที่จะช่วยให้การลงทุนเดินหน้าไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ตาม แต่สถานการณ์การเมืองแบบนี้ การลงทุนนาน 7 ปี ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะกว่ากฎหมายจะผ่านสภาฯก็น่าจะเป็นไตรมาสสามของปี ไตรมาสสี่หรือต้นปีหน้าถึงจะเริ่มเห็นเงินลงทุน"เขากล่าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้ จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศดีขึ้น ขณะเดียวกัน การจัดอันดับเครดิตของประเทศก็จะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะรายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1% ต่อปี ส่วนเม็ดเงินที่จะลงทุนนั้น แม้ปีแรกจะมีจำนวนที่น้อย แต่จะเห็นมากขึ้นในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า บวกกับ การลงทุนของภาคเอกชนก็จะขยายตัวสอดคล้อง การค้าขายและการบริโภคก็จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การลงทุนครั้งจะช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงานของประเทศด้วย








