วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KAMART : ปรับทิศทางธุรกิจ สู่กำไรที่ก้าวกระโดด

จากขาดทุนมาสู่กำไรในระยะเวลาอันสั้น - หลังจาก KAMART ปรับธุรกิจจากจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เข้าสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง

ภายใต้แบรนด์ “KARMARTS” ซึ่งเป็นการเกาะกระแสเกาหลี โดยการนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางภายใต้แนวความคิด Multi-brand ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทฟื้นตัวและราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมาก สำนักวิจัยทิสโก้มองว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่บริษัทจากผลประกอบการเติบโตในระดับสูง ดังนั้น สำนักวิจัยทิสโก้แนะนำลงทุน “ซื้อ” สำหรับ KAMART


แนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่ง - สำนักวิจัยทิสโก้คาดว่าในปี 2556-58F ผลประกอบการของ KAMART จะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเฉลี่ย 29% ต่อปี เนื่องจากสำนักวิจัยทิสโก้เห็นปัจจัยหนุน KAMART ได้แก่ 1) แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเครื่องสำอาง ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 9% ต่อปี จากทั้งตลาดกลุ่มผู้หญิง และการขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้ชายและอำนาจในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 2) การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเข้าสู่ Modern Trade และขยายสาขามาเป็น 182 สาขาภายในปีนี้ 3) อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 4) สินค้าที่ไม่จำกัดค่าย จำกัดแบรนด์ ภายใต้แนวคิด Multi-Brand ทำให้บริษัทมีความหลากหลายของสินค้า และสามารถปรับเปลี่ยนสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้ง่าย


คาดผลประกอบการโตเฉลี่ย 29% ต่อปี - สำนักวิจัยทิสโก้ประมาณการอัตราการเติบโตรายได้รวมเฉลี่ย 3 ปีที่ 36% ต่อปี (2556-58F) ตามการขยายสาขา รวมทั้งการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สำนักวิจัยทิสโก้คาดว่าในปี 2556-58F กำไรจากการดำเนินงานของ KAMART จะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 17%, 41% และ 29% ตามลำดับ หรือขยายตัวเฉลี่ย 29% ต่อปี โดยประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่ 50% อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) จะสูงขึ้นจาก 28% ในปี 55 มาเป็น 29% ในปี 2556-58F


มูลค่าหุ้นถูก - ปัจจุบัน KAMART ซื้อขายอยู่ที่ PER 33.2 เท่า ซึ่งถือว่าถูกเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มค้าปลีก ซื้อขายด้วย PER เฉลี่ย 35.82 เท่า และด้วยแนวโน้มที่ดีของผลประกอบการ สำนักวิจัยทิสโก้คาดว่า RoE จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40.2% และ 41.4% ในปี 2557-58F เมื่อเทียบกับ RoE เฉลี่ยในปี 2553-55 ที่ 28.7% ดังนั้น สำนักวิจัยทิสโก้แนะนำ “ซื้อ” สำหรับ KAMART ราคาเป้าหมาย 15 บาท (DCF) ปัจจัยเสี่ยงต่อคำแนะนำของสำนักวิจัยทิสโก้ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจเครื่องสำอาง ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น การขยายสาขาที่ไม่เป็นไปตามคาด 