เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.89% มาสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ ต.ค. 50 และดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปปิดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.8%
จากการขยายตัวภาคบริการในสหรัฐที่สูงสุดในรอบ 1 ปีและอัตราตอบแทนรัฐบาลอิตาลีลดลง 0.15% ประกอบกับรัฐบาลจีนคงเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 7.5%
ประเด็นต่อมาได้แก่การเสียชีวิตของประธานาธิบดีเวเนซุเอร่า คาดว่าในระยะสั้นจะส่งผลดีต่อราคาน้ำมันเนื่องจากความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศและนโยบายต่อการส่งออกน้ำมันของรัฐบาล
เราประเมินว่าในวันนี้ตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยในประเทศที่มีสัญญาณว่าในเดือน ม.ค. 56 นั้นเศรษฐกิจไทยแนวโน้มดีขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศและการว่างงานที่ต่ำ
ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายอยู่ที่ 14.3X ของกำไรในปี 56 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่ 13.9X และยังต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐที่ระดับ 16.8X ซึ่งเรามองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นในระยะกลางจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่ระดับ 5.0-5.5% ในปี 56 และมีอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 24% มากกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียที่ 22%
แนวรับ/แนวต้าน: 1545/1565
กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีเป็นรายตัว
สัดส่วนการลงทุน: เงินสด 40%: พอร์ตหุ้น 60%
นักลงทุนระยะสั้น: เก็งกำไร TRUE, MCOT, CPALL
นักลงทุนระยะยาว: แนะนำซื้อ SVI, THAI, CPF, SCC, BGH
จับข่าวมาเก็งกำไร
KBS เปิดเผยว่า บริษัทคาดทิศทางกำไรปีนี้ยังไม่สามารถประมาณการได้ เพราะต้องดูปริมาณอ้อยที่เข้าหีบทั้งหมด ซึ่งจะรู้เมื่อปิดหีบในเดือน เม.ย.อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความหวานของอ้อยและปริมาณอ้อยลดลงจากปีก่อน นอกจากนั้นยังต้องดูราคาน้ำตาล ซึ่งเราขายป้องกันความเสี่ยงไปแล้ว 45% ตามสัดส่วนที่องค์การอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย (อนท.)ขาย (ราคา Consensus 11 บาท)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+แนวโน้มการว่างงานในเดือน ก.พ. 55 มีแนวโน้มลดลงสู่ 2.5 แสนคนหรือ 0.6% ลดลงจาก 3.5 แสนหรือ 0.9%ในเดือน ม.ค. 56 ขณะที่มีผู้ประกันตนมาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในเดือน ม.ค. จำนวน 4.76 หมื่นคนเพิ่มขึ้น 36.6% จากเดือน ธ.ค. 55 แต่ลดลง 8.43% จาก ม.ค. 55
+เครื่องชี้เศรษฐกิจยังแสดงการขยายตัวในเดือน ม.ค. 55 อย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 6.8% สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจาก 70.6% ในเดือน ธ.ค. 55 มาอยู่ที่ 72.1% ในเดือน ม.ค. 56 ประกอบกับการส่งออกขยายตัว 15.6% จาก 13.6% ในเดือนก่อนหน้า
ปัจจัยต่างประเทศ
+ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้น 125.95 จุดหรือ 0.89% ปิดที่ 14,253.77 หลังดัชนีภาคบริการขยายตัวในเดือน ก.พ. 56 สูงสุดในรอบ 1 ปี และมีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ อีกทั้งจีนยังคงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 7.5%
+ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.70 ดอลลาร์หรือ 0.78% ปิดที่ 90.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ทางบวกต่ออุปสงค์น้ำมันในจีน และการปิดท่อส่งน้ำมันในทะเลเหนือที่มีกำลังการจัดส่ง 80,000 บาร์เรล และมีก๊าซรั่วไหลในทะเลเหนือ








