วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอราวัณคาดรายได้โต15%เล็งซื้อรร.เพิ่ม

ดิ เอราวัณ กรุ๊ปมั่นใจรายได้-กำไรปีนี้โตต่อเนื่องจากปีก่อน เล็งเพิ่มราคาห้องพักเฉลี่ยปีนี้ 6% พร้อมเดินหน้าลงทุนในโรงแรม 3-4 ดาวต่อเนื่อง

นายไกรลักขณ์ อัศวฉัตรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ ERW เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์รายได้และกำไรสุทธิปีนี้จะดีกว่าปีก่อนอย่างต่อเนื่อง ตามสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมากกว่าที่คาดการณ์ โดยเบื้องต้นคาดการณ์การเติบโตของรายได้รวมปีนี้จะอยู่ที่ 15% ซึ่งใกล้เคียงกับการเติบโตในปี 2555 ที่ผ่านมา

ผลการดำเนินงานปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 4,302 ล้านบาทในปี 2555 เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งธุรกิจโรงแรมและพื้นที่เช่า โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมเท่ากับ 4,122 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งจากโรงแรมเดิมจำนวน 13 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินงานโรงแรมไอบิส หัวหินในเดือนมกราคม 2555 ขณะเดียวกัน บริษัทมีอีบิทดาจากการดำเนินงานเท่ากับ 1,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% และมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการพิเศษ เท่ากับ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 279 ล้านบาทจากผลขาดทุน 173 ล้านบาทในปี 2554

ขณะเดียวกัน คาดว่าอีบิทดา (EBITDA) จะเติบโตต่อเนื่องในอัตราราว 37% จากปีก่อน เนื่องจากมีการรับรู้รายได้และกำไรจากการขายสินทรัพย์และการถือหุ้นในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วน 20% โดย บริษัทได้แต่งตั้งกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้รับประกันการจาหน่ายหลักทรัพย์ และผู้บริหารกองทุนในการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เอราวัณ โฮเทล โกรท หรือ ERWPF

ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะลงทุนเริ่มต้นในโรงแรมไอบิส ภูเก็ต ป่าตอง และโรงแรม ไอบิส พัทยา และขณะนี้สำนักงานก.ล.ต. ได้อนุญาตให้บริษัทเสนอขายกองทุนดังกล่าวแก่ประชาชนทั่วไปแล้ว เบื้องต้น คาดการณ์มูลค่ากองทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนปรับขึ้นราคาค่าห้องพักเฉลี่ยประมาณ 6%ในปีนี้ แต่จะเป็นการทยอยปรับขึ้น โดยโรงแรมที่มีความต้องการห้องพักมากอาจจะมีการปรับขึ้นค่าห้องพักมากกว่าแห่งอื่น ทั้งนี้ อัตราค่าห้องพักระดับบน เฉลี่ยอยู่ที่ 5 พันบาท/คืน และราคาห้องพักทั่วไปเฉลี่ยที่ 2 พันบาท/คืน ส่วนราคาห้องพักราคาประหยัดอยูที่ 1 พันบาท

เขากล่าวเพิ่มว่า สถานการณ์อุตสหากรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยในปีนี้ จะดีขึ้นต่อเนื่องจากปี 2554 และ 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวไทยดีที่สุด สาเหตุหลักมาจากความสงบในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจต่างประเทศนั้น ประเมินว่าไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย และธุรกิจของบริษัทมากนัก เพราะนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศไทยส่วนมากมีความพร้อมอยู่แล้ว รอเพียงการตัดสินใจเท่านั้น ประกอบกับบริษัทมีโรงแรมที่รองรับความต้องการที่หลากหลาย ทั้งระดับบนและระดับกลาง า

นายไกรลักขณ์กล่าวว่า กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในปี 2556 เป็นต้นไป บริษัทยังคงเน้นการเติบโตจากธุรกิจโรงแรม และเติบโตจากการลงทุนอื่นๆ โดยที่ผ่านมา โดยในแผนที่ 2 ที่กำหนดแผนการดำเนินงานในปี 2554-2558 นั้น บริษัทจะเน้นการซื้อธุรกิจโรงแรมในกลุ่ม 3- 4 ดาวมากขึ้น เพื่อให้มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย และเน้นการสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุน ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

"ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เราลงทุนเพิ่มมาโดยตลอด มากกว่า 10,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์การลงทุนแบ่งออกเป็น 2 แบบ โดย 2548-2553 จะเน้นการลงทุนที่หลากหลาย ทำให้มีพอร์ตการลงทุนที่รองรับการเติบโตได้ทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งยุโรป เอเชีย และกลุ่มลูกค้าใหม่ จากนั้นในช่วง 2011-2015 จะเน้นการลงทุนนในจุดที่บริษัทแข่งขันได้อย่างได้เปรียบ ในวันนี้ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป มีฐานในกลุ่ม 3-4 ดาวในอันดับต้นๆ มีเน็ทเวิร์คที่ใหญ่ที่สุดของโรงแรม 3 ดาว และเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล สแตนดาร์ด ทำให้บริหารจัดการต้นทุนได้ง่ายขึ้น"