วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเผยนักลงทุนฮ่องกงกังวลเงินเฟ้อไทย

"กิตติรัตน์"ควง"ชัชชาติ"โรดโชว์ฮ่องกงพบนักลงทุน-ผู้จัดการกองทุน ย้ำมาตรการดูแลเงินเฟ้อ-ลงทุนเมกะโปรเจค

ในวันนี้ (26 ก.พ.) เวลา 9.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตปกครองพิเศษฮ่องกง กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีไอไอ) ได้ร่วมจัดกิจกรรมคู่ขนานในการเยือนฮ่องกงอย่างเป็นทางการของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์การลงทุนในประเทศไทยภายใต้หัวข้อ "Hong Kong Roadshow Thailand’s Strategies : A Road Map for Real Opportunities"

โดยได้เชิญผู้จัดการกองทุนชั้นนำที่ดูแลการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารหุ้น ในฮ่องกงประมาณ 100 รายเข้าร่วมฟัง โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมกันกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลและแนวทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่งในวงเงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

นายกิตติรัตน์ บอกว่านักลงทุนได้สอบถามถึงการจัดการปัญหาเงินเฟ้อของไทย ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าเงินเฟ้อมี 2 ลักษณะคือเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์ร้อนแรง และเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นอุปสงค์ที่ร้อนแรง หากดูแลเรื่องปริมาณเงินไม่ให้ท่วมระบบมาก โดยให้มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อ และสามารถบริหารจัดการให้ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก็จะทำให้เงินเหล่านี้ไหลไปยังภาคธุรกิจที่ไม่ใช่การเก็งกำไรในทรัพย์สินสินที่อยู่อย่างจำกัด หากทำเช่นนี้ได้เงินเฟ้อในลักษณะอุปสงค์ที่ร้อนแรงจะไม่เกิดขึ้น ส่วนที่เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นต้องบริหารจัดการร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ

"แม้ว่าค่าแรงของไทยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพแรงงานและต้นทุนสินค้าจะถูกลงเนื่องจากได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อต้นทุนรวมไม่เพิ่มขึ้นจึงไม่เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนที่ผู้ลงทุนได้สอบถามถึงปัญหาแรงงาน จึงชี้แจงว่า การว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ การเร่งสร้างงานจึงไม่ใช่โจทย์ของไทย แต่จะเชิญชวนให้ภาคธุรกิจปรับตัวและให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น ซึ่งบีโอไออยู่ในระหว่างการพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มที่มีมูลค่าการผลิตเพิ่มสูงขึ้น"นายกิตติรัตน์กล่าว

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศเพราะมีสภาพคล่องภายในประเทศมาก แต่ในระยะยาวประเทศไทยยังต้องอยู่ในระดับตลาดเงินนานาชาติต่อไป และยังตระหนักถึงความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นประเทศที่น่าลงทุน ดังนั้นการออกตราสารให้ผู้ลงทุนต่างประเทศได้ร่วมลงทุนจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและสมควร

"ไทยไม่ได้ต้องการหรือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากนัก แต่การพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจ และในเวลานี้จะยังไม่มีมาตรการดึงดูดหรือกีดกันการลงทุนในด้านต่างๆ แต่ก็ได้แจ้งต่อนักลงทุนว่าประเทศไทยกำลังจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่"นายกิตติรัตน์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าในการออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะเสนอยุทธศาสตร์ รวมทั้งหลักการและเหตุผลให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบได้ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และการดำเนินการทั้งหมดจะยังคงสามารถเสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ภายในสมัยประชุมนี้
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าในวันที่ 27ก.พ.นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการนำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ... วงเงิน 2 ล้านล้านบาทต่อที่ประชุม ครม.โดยในขั้นตอนนี้จะเป็นการนำเสนอ กรอบยุทธศาสตร์ หลักการ วัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมาย ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งครอบคลุม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศในระยะยาว 7 ปี (ปี 2556-2563) จากนั้นจะมีการจัดนิทรรศการเพื่อรับฟังความคิดเห็น ทำความเข้าใจ และให้ความรู้กับประชาชนในกลางเดือนมีนาคมนี้
ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้วางขั้นตอนการออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่าจะมีการนำเสนอ ครม.2 ครั้งโดยครั้งแรกเป็นการนำเสนอกรอบยุทธศาสตร์เพื่อขอความเห็นชอบและข้อเสนอแนะจาก ครม.จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับประชาชน การหารือกับภาคเอกชน ก่อนที่จะสรุปสาระสำคัญในการจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอ ครม.เห็นชอบอีกครั้งในช่วงเดือนสัปดาห์ที่ 3 - 4 ของเดือน มี.ค.หลังจากนั้นจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อที่ประชุมสภาฯในเดือน เม.ย.เพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2556 โดยการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งประกอบไปด้วยรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 รวม 2.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 2 ล้านล้านบาท งบลงทุน 4 แสนล้านบาท งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 5.56 แสนล้านบาท รวมทั้งมีงบลงทุนจากเงินนอกงบประมาณ ซึ่งประกอบไปด้วยงบประมาณที่สำคัญได้แก่ งบประมาณตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และงบประมาณจาก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท โดย สศช.คาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้