กนอ.คาดนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เสี่ยงได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าไม่เพียงพอ
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ไฟฟ้าที่ใช้ในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดย กนอ.ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าเพื่อจะได้ชี้แจงให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมทราบ โดยนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) ในนิคมของรัฐ เช่น นิคมอุตสาหกรรมของ กนอ.จะมีเอสพีพีที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และมีในนิคมอุตสาหรรมเอกชน เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมเหมราช โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และขายให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลที่ได้จากกระทรวงพลังงานจะทำให้รู้ว่าจะมีผลต่อเอสพีพีในนิคมอุตสาหกรรมอย่างไรหรือไม่
นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานีใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าวังน้อย ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากพม่าเป็นเชื้อเพลิงทำให้มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงของพม่า และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกอาจจะมีปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้ในจังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรี ส่วนนิคมอุตสาหกรรมในมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะพื้นที่นี้มีโรงไฟฟ้าของผู้ประกอบการหลายแห่ง เช่น บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด บริษัทบีแอลซีพี เพาเวอร์ จํากัด บริษัท โกลว์ พลังงาน จํากัด
นายจักรรัฐ กล่าวว่า หาก กนอ.ได้ข้อมูลจาก กฟผ.ที่ชัดเจนแล้วจะแจ้งให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงทราบ เพื่อให้โรงงานนำข้อมูลนี้ไปบริหารจัดการปรับปรุงการผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณไฟฟ้า เช่น การหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดย กนอ.เห็นว่าควรแจ้งโรงงานให้ทราบภายใน 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้โรงงานมีเวลาวางแผนปรับการผลิตใหม่
นายวรวุฒิ อนุรักษ์วงศ์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัทที่ดินบางปะอิน จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กนอ.และ กฟภ.ยังไม่ได้แจ้งมาที่นิคมอุตสาหกรรมว่าจะมีปัญหาไฟฟ้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหรือไม่ โดยผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมต้องการให้ภาครัฐรีบประสานงานมาเพื่อให้โรงงานมีเวลาวางแผน ซึ่งถ้าภาคกลางจะมีปัญหาไฟฟ้าจริงอาจทำให้โรงงานปรับแผนไม่ผลิตในช่วง 08.00-17.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก โดยโรงงานที่ผลิต 3 กะ จะมีความคล่องตัวในการหยุดผลิตช่วงกลางวัน
นายวรวุฒิ กล่าวว่า ถ้าไฟฟ้าไม่เพียงพอจริงจะทำให้โรงงานต้องหยุดผลิต เพราะถ้าไฟฟ้าตกอาจมีผลต่อเครื่องจักร โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีความซับซ้อนมาก เช่น เครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งภาครัฐควรจะแจ้งข้อมูลการผลิตไฟฟ้าให้นิคมอุตสาหกรรมทราบอย่างช้ากลางเดือน มี.ค.นี้ เพื่อให้โรงงานมีเวลาในการปรับแผนการผลิตและจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับแผนการผลิตใหม่ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องการให้ภาครัฐบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ
นายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไฮเทค (บ้านหว้า) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกมารณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงานจะทำให้ไทยได้รับผลกระทบลดลง เพราะมีเวลาเตรียมการมากกว่า 1 เดือน โดยคาดว่าภาคเอกชนจะสามารถวางแผนการผลิตได้ เช่น เลื่อนการผลิต เลื่อนวันหยุดให้เร็วขึ้น









