บล.แมคควอรี คงน้ำหนักหุ้นแบงก์ไทยเหนือเกณฑ์เฉลี่ย ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรช่วง 3 ปี สูงสุด 4% คาดอัตราเติบโตช่วง 3 ปีข้างหน้า อยู่ที่ 14%
บล.แมคควอรี บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำจากออสเตรเลีย เผยแพร่บทวิเคราะห์ภาคธนาคารไทย ฉบับล่าสุด ในหัวเรื่อง "แบงก์ไทย : การเติบโตอย่างมีคุณภาพ" ระบุว่าบริษัทยังคงน้ำหนักเหนือเกณฑ์เฉลี่ยแก่หุ้นกลุ่มธนาคารของไทย พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของหุ้นกลุ่มธนาคาร ช่วงปี 2556-2557 อยู่ระหว่าง 0.5%-4% และคาดการณ์อัตราการเติบโตช่วง 3 ปีข้างหน้า ให้อยู่ที่ 14%
ในรายละเอียดบทวิเคราะห์ ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและดีขึ้นจนสามารถเห็นได้ชัด ทำให้ทีมงานของ บล.แมคควอรี คิดว่าจะเป็นภาวะแวดล้อมช่วยให้ราคาเทียบมูลค่าทางบัญชี (PBV) หรือ ค่าพีบี ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากคาดการณ์ทั้งหมดทำให้สัดส่วนราคาเทียบกำไร หรือ ค่าพีอี ยังคงสมเหตุสมผล และหุ้นธนาคารไทยบางแห่งติดกลุ่มราคาหุ้นธนาคารที่ถูกสุดในย่านเอเชีย
ทีมงานของ บล.แมคควอรี ให้ข้อมูลว่าธนาคารที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรมากที่สุด คือ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งกลายเป็นธนาคารที่ติดอันดับน่าลงทุนที่สุด และบริษัทยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของบริษัททุนธนชาตด้วย จากแนวโน้มที่บริษัทสามารถพลิกกลับมาควบคุมต้นทุนไว้ได้ ทีมงานของบริษัทจึงได้ยกระดับคำแนะนำให้บริษัททุนธนชาตเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีผลประกอบการโดดเด่น
ทั้งนี้ งานวิเคราะห์ยกให้ธนาคารกรุงไทย เป็นหุ้นมีราคาถูกที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ส่วนหุ้นบริษัททุนธนชาตมีราคาถูกที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก พิจารณาจากค่าพีอีและค่าพีบี และแม้ว่าความเสี่ยงของบริษัททุนธนชาตดูมากกว่าธนาคารอื่นๆในกลุ่มเดียวกันก็ตาม ขณะเดียวกันบริษัทได้ปรับลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นธนาคารกรุงเทพลงเหลือปานกลาง พร้อมปรับลดคาดการณ์กำไร
บทวิเคราะห์ ชี้ว่า ในกลุ่มหุ้นธนาคารไทยขนาดใหญ่ บล.แมคควอรี ยังคงชื่นชอบธนาคารกรุงไทยและกสิกรไทยมากที่สุด ความชื่นชอบธนาคารกรุงไทยพิจารณาจากอนาคตการเติบโตและการประเมินมูลค่าอยู่ในระดับต่ำ และยังคงชื่นชอบธนาคารกสิกรไทย เพราะมีสมดุลทางธุรกิจแบบผสมผสานรวมถึงกลยุทธ์ธุรกิจที่ดี แม้ว่าผลตอบแทนจากหุ้นทุนอาจปรับลดลงเล็กน้อย แต่ธนาคารยังคงทำกำไรได้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานเงินทุนขั้นที่ 1
ในช่วงท้าย บล.แมคควอรี ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อพลวัตแข็งแกร่งขับเคลื่อนกำไรให้กับธนาคารไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คล่องตัวกับการป้องกันความเสี่ยงช่วงขาลงให้ภาคธนาคาร ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะใช้มาตรการกำกับดูแลผ่านสถาบันการเงิน (macro-prudential measures) เช่น การให้กันสำรองหนี้สงสัยจะสูญมากขึ้น
"เราไม่ได้มองว่าความเคลื่อนไหวของแบงก์ชาติเป็นเรื่องลบ ในเมื่อเป็นความพยายามของผู้ดูแลกฎระเบียบ ที่จะสร้างความราบรื่นให้แก่วงจรธุรกิจ แต่เราเชื่อว่าจะเป็นโอกาสดีให้เข้าไปซื้อ หากตลาดหุ้นเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของแบงก์ชาติในเชิงลบ" บทวิเคราะห์ของ บล.แมคควอรี สรุปในช่วงท้าย








