วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ เร่งสางหนี้เน่า

ผ่าแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ ภายใต้การนำ "พิชัย ชุณหวชิร" ภารกิจด่วน! เร่งสางหนี้เน่า-ขอชดเชยจากรัฐในโครงการเพื่อสังคม-หาแหล่งทุนดบ.ต่ำ

คณะกรรมการจัดทำแผนฟื้นฟูของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ (ธพว.) ภายใต้การนำของนายพิชัย ชุณหวชิร ได้จัดทำแผนวิสาหกิจประจำปี 2556-2560 และแผนธุรกิจประจำปี 2556 เสนอให้คณะกรรมการบริหารเพื่อเสนอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ "กรุงเทพธุรกิจ" นำเสนอบางตอนของแผนฉบับนี้

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ หรือธพว.ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและภัยพิบัติต่างๆ ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธนาคารเปลี่ยนแปลง จากสินเชื่อทั่วไปเป็นสินเชื่อโครงการ โดยช่วงสิ้น ธ.ค.55 จะมียอดสินเชื่อคงค้าง

สินเชื่อทั่วไป 3.45 หมื่นล้านบาทหรือ 35.23% สินเชื่อโครงการ 6.3 หมื่นล้านบาทหรือ 64% โดยเป็นโครงการตามมติครม.(PSA)2.6 หมื่นล้านบาท โครงการร่วมมือกับภาครัฐ 1.4 หมื่นล้านบาท ,โครงการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ 2.3 หมื่นล้านบาทรวมสินเชื่อทั้งหมด 9.8 หมื่นล้านบาท

คณะกรรมการฟื้นฟู ได้ขอให้ฝ่ายจัดการเร่งแก้ไขปัญหากลุ่มตั๋วสัญญาใช้เงินที่ Overdue และหนี้ปกติที่คาดว่าจะตกชั้น พร้อมจัดทำประการหนี้เอ็นพีแอลปี 55 ใหม่ (ดูตาราง)

จากสภาพปัญหาหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของธพว.ทำให้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่า 8.5% และมีผลขาดทุนการดำเนินงานประมาณ 5,903 ล้านบาท

โดยมีสาเหตุจาก 1. หนี้เอ็นพีแอลเพิ่มสูงขึ้นกลุ่มสินเชื่อทั่วไป จากการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ หรือเป็นเอ็นพีแอลจากสถาบันการเงินอื่น ประกอบกับการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งไม่ผันแปรตามความเสี่ยงของกิจการ ในขณะเดียวกันธพว.ต้องจัดชั้นหนี้ตามเกณฑ์ของธปท. นอกจากนี้การติดตามดูแลลูกหนี้ ยังไม่สามารถติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอ็นพีแอลในโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ มีสาเหตุจากโครงการที่ต้องเร่งดำเนินการ มักมีความผ่อนปรนหลักเกณฑ์มากกว่าปกติ ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกัน และลูกหนี้บางโครงการมีสถานประกอบการที่สามารถโยกย้ายได้ง่าย ทำให้ยากต่อการติดตาม

2.ผลต่างอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากธพว.มีอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยในปี 2550-2554 ต่ำที่ระดับ 4.61% ซึ่งครอบคลุมเฉพาะต้นทุนเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แต่ไม่สามารถครอบคลุมสำรองหนี้สงสัยจะสูญ สำรองภาระอื่นที่อาจเกิดขึ้น ประกอบกับแหล่งที่มาของเงินทุนส่วนใหญ่เป็นแหล่งเงินที่มีระยะสั้น ต้นทุนเงินสูงขณะที่ปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบที่มีระยะเวลายาว 5-7 ปี

3.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของธนาคารไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ 4.ระบบงาน ระเบียบ คำสั่ง ไม่ครอบคลุมเนื่องจากขาดข้อบังคับที่สำคัญในการดำเนินธุรกรรมของธนาคาร

5.โครงสร้างองค์กร การจัดอัตรากำลังและโครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านมาไม่สอดรับกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน

6.กรณีพิพาทกับหน่วยงานภายนอก ในกรณี FRCDและโครงการ Core Banking ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของธนาคารต้องกันสำรองเพิ่มขึ้น

แนวทางการแก้ปัญหาของธพว.

ธพว.มีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา โดยได้กำหนดกลยุทธ์และแนวทางแก้ปัญหาดังนี้ 1. ด้านคุณภาพสินเชื่อ กรณีสินเชื่อเก่าหรือเอ็นพีแอลจะแก้ไขโดยการบริหารหนี้ออกเป็น 9 กลุ่ม โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้เอ็นพีแอลเป็นเอ็นพีเอ และการขอชดเชยจากรัฐในโครงการเพื่อสังคมPSA

ขณะเดียวกันจะปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน ให้ติดตามดูแลลูกหนี้ทุกมิติทั้งพื้นที่ วงเงิน โครงการ และคลัสเตอร์เพื่อป้องกันหนี้ตกชั้น และจัดตั้งศูนย์เร่งรัดติดตามหนี้รายย่อยและPSA คาดว่าหากดำเนินการได้ตามแผนจะทำให้ธพว.ลดหนี้เอ็นพีแอลในปี 255 จำนวน 3.19 หมื่นล้านบาทเหลือ 1.52 หมื่นล้านบาทในปี 2560

กรณีสินเชื่อใหม่จะให้ความสำคัญกับ การขยายสินเชื่อคุณภาพในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ขยายฐานสินเชื่อรายย่อย ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้เหมาะสมและจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำและระยะยาวมากขึ้น

2.การจัดหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยเปลี่ยนแหล่งทุนระยะสั้นให้มีสัดส่วนระยะยาวมากขึ้นรวมทั้งเพิ่มจำนวนลูกค้าเงินฝาก 3.แก้ไขปัญหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้นำระบบ Core Banking และระบบ Management Information Systemมาใช้ 4. ระบบงาน ระเบียบ คำสั่ง ต้องทบทวน เร่งรัด แก้ไข เช่น ข้อบังคับการปรับโครงสร้างหนี้ 5. ด้านบุคลากร ต้องดำเนินการปรับปรุงการบริหารทรัพยากรบุคคล

ประมาณการผลประกอบการปี 2556-2560

เมื่อดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟู จะส่งผลให้การประกอบการธพว.เริ่มดีขึ้น โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2,030 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 4,871 ล้านบาทในปี 2560 มีกำไรสุทธิจาก 375 ล้านบาทเป็น 2,066 ล้านบาทในปี 2560

จะมี Bis Ratio 1.40%ในปี 2556เพิ่มเป็น 5.76 %ในปี 2560 และ Bis Ratio จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.84%ในปี 2556 เป็น 6.07%จากการประเมินมูลค่าอาคารสำนักงานเพิ่ม 374 ล้านบาท

การขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ

เพื่อให้การดำเนินการของธพว.เป็นไปตามเจตนารมณ์เป็นสถาบันการเงินหลักของรัฐ ในการสนับสนุนเอสเอ็มอี ต้องขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ(1)ขอผ่อนผันกรณีการคำนวณอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยไม่นับสินเชื่อโครงการภาครัฐเป็นสินทรัพย์เสี่ยงและผ่อนปรนการตั้งสำรอง(PSA)

(2)ขอดำเนินธุรกิจตามพ.ร.บ.ภายใต้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่าประกาศของกฎกระทรวง จนกว่าธพว.จะดำเนินการตามแผนฟื้นฟูแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี

(3)ขอสนับสนุนการเพิ่มทุนตามแผนของสคร.ปี 2556 จำนวน 555 ล้านบาท ปี 2557 จำนวน 2,500 ล้านบาท เพื่อให้มีฐานะกองทุนแข็งแกร่งและเพียงพอรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ

ผลจากการสนับสนุนของรัฐ

(1)Bis Ratio จะเปลี่ยนแปลง ทำให้ Bis Ratio เท่ากับ 9.43%ในปี 2256 และ 17.16 ในปี 2560 (เฉพาะกรณีได้รับการผ่อนผันไม่นับสินเชื่อโครงการนโยบายรัฐเป็นสินทรัพย์เสี่ยงและผ่อนปรนการตั้งสำรองPSA

(2) Bis Ratio เท่ากับ 2.50%ในปี 2556และ8.52%ในปี 2560 กรณีได้รับการสนับสนุนการเพิ่มทุน

(3)Bis Ratio เท่ากับ 10.37%ในปี 2556และ21.04%ในปี 2560 หากได้รับการสนับสนุนผ่อนผันไม่นับรวมสินทรัพย์เสี่ยงและได้สนับสนุนการเพิ่มทุน

นอกจากนี้ลดปัญหาความไม่สมดุลของแหล่งที่มาเงินทุนและแหล่งใช้ไปของเงินทุนและลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง มีฐานกองทุนแกร่งเพียงพอรองรับการขยายตัวสินเชื่อและสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้เจตนารมณ์อย่างสมบูรณ์มากขึ้น