ปูนซีเมนต์นครหลวงยันไม่ล้มแผนลงทุนกัมพูชา แม้เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น หวังรักษาแชมป์ บอร์ดสั่งเร่งศึกษาให้เสร็จภายในปีนี้
นายฟิลิป พอล อเล็กซานดร์ อาร์โต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC) เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีแผนจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนสำหรับเปิดเตาเผาที่หยุดดำเนินการ ประมาณ 1,450 ล้านบาท เพื่อผลิตรองรับความต้องการใช้ประเทศที่คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 33.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า รวมถึงแนวโน้มการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ทั้งลาว กัมพูชา ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขายในตลาดการค้าชายแดนมีการเติบโตสูงถึง 20%
เขากล่าวว่า งบลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมการลงทุนคอนวูดในอินโดซีเซีย กำลังการผลิต 3.6 หมื่นตันต่อปี ทั้งโครงการใช้งบ 1.2 พันล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตในกลางปี 2557 และยังไม่รวมการลงทุนตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ในกัมพูชากำลังการผลิต 1 ล้านตัน ซึ่งบริษัทกับพันธมิตรในกัมพูชา คือ ชิพ มอง กรุ๊ป ( Chip Mong Group) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
"การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มโฮลซิมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้นออก 9% ให้กลุ่มรัตนรักษ์ ส่งผลให้กลุ่มรัตนรักษ์เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากับโฮลซิมคือ 27% ไม่กระทบกับการดำเนินงาน และการลงทุนของบริษัท โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในกัมพูชายังดำเนินต่อ ล่าสุดประธานบอร์ดให้นโยบายเร่งศึกษาให้เสร็จเร็วที่สุด ปีนี้คงได้เห็น โดยเร็วๆนี้ทางโฮลซิมจะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยดู"
ทั้งนี้ ตลาดกัมพูชาเป็นตลาดสำคัญของบริษัท มีการส่งออกไปตลาดนี้จำนวนมาก จนมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์)สูงสุด ถึง 40% การเข้าไปตั้งโรงงานในตลาดหลักจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากส่งออกอย่างเดียว จะเสียต้นทุนการขนส่งสูง เนื่องจากปูนซีเมนต์ค่อนข้างหนัก
สำหรับแนวโน้มรายได้ของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 หลัก จากปี2555 ที่บริษัท มีรายได้รวม 2.64 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.2% จากปีก่อนหน้า ตามการเติบโตของความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศ ที่คาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้น 7% เป็นผลมาจากความต้องการใช้ในภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัย และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
ส่วนผลประกอบการในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.63 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 3.29 พันล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 15.81 บาท เทียบกับปีก่อนที่อยู่มีกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 14.32 บาทคณะกรรมการบริษัท จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลปีนี้รวม 13 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 7 บาทต่อหุ้น จึงเหลือการจ่ายปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปีในอัตรา 6 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายในวันที่ 23 พ.ค.









