"กิตติรัตน์"ย้ำอยากเห็นธปท.ชี้แจงข้อดีข้อเสีย ที่เป็นองค์กรกำกับนโยบายการเงิน แจงทำงานสอดประสานแต่ไม่ใช่"เอออวย"
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรับมนตรี และรมว.คลังกล่าวในรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"กรณีส่งหนังสือไปยังบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่า อยากเห็นการดำเนินนโยบายของธปท.พิจารณาถึงข้อดี ขีอเสีย และที่เป็นองค์กรกำกับนโยบายการเงิน ด้วยที่สามารถดูแลได้ ให้สบายขึ้น
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธปท.ไม่มีคำตอบ แต่ดูเหมือนว่าปัญหาการดำเนินนโยบายจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้ามาที่มากขึ้น ที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการส่งออก และถ้าหากเป็นอย่างนี้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้า กระทบถึงการจ้างงาน
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การไม่หารือถือว่าไม่ถูกต้อง หากดำเนินการแล้วมีผลเสียต่อเศรษฐกิจ ก็ต้องรับผิดชอบ และถ้าดำเนินการแล้วคุ้มค่าไม่ต้องรับผิด และองค์กรไหนมีความเสียหายไม่ดีทั้งสิ้น ข้อกฏหมายในมาตรา 7 ของธปท. ระบุว่าต้องคำนึงถึงรัฐบาลด้วย โดยต้องรับทราบว่ารัฐบาลห่วงใยอะไร และต้องรับผิดชอบผลดีผลเสีย
"การดำเนินนโยบายมีข้อดี ข้อเสีย มีเหตุผลประการใด ต้องตอบให้ชัดเจน และข้อเสียต้องไม่เกิดผลกระทบต่อประเทศ"นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า การทำงานระหว่างคลังและแบงก์ชาติ ต้องสอดประสาน ไม่ใช่เอออวย โดยนโยบายการเงินต้องคัดท้ายนโยบายการคลัง ต้องตอบให้ชัดเจน ผู้คัดท้ายต้องมีความแข็งแรง เพราะไม่นั้นจะเป็นเรื่องอันตราย ย้ำว่ารัฐบาลต้องทำงานสอดประสานกัน แต่ไม่ใช่เอออวย ถ้าประคับประคองได้จะเป็นเรื่องดี แต่ต้องมองในระยะยาวจะเป็นอย่างไร
"การเปลี่ยนการอุปโภคเป็นการเปลี่ยนความสมดุล จากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเราพึ่งการส่งออกมาเป็นหลัก"
รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวอีกว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย(กนง.)วันที่ 20 ก.พ.นี้ มีคนสนใจไม่ว่าจะลดหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการดำเนินนโยบายก็ยังมีข้อดีและข้อเสีย การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะชะลอเงินเฟ้ออย่างไร ชะลออุปสงค์อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เป็นระบบเศรษฐกิจปิด การขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ทำให้ดึงเงินทุนเข้ามาได้ และเงินเฟ้อก็สูงได้









